เผย 80% ปรับค่าแรงเพิ่ม สมานฉันท์แนะรัฐบาลช่วย 2 พัน

เผย 80% ปรับค่าแรงเพิ่ม สมานฉันท์แนะรัฐบาลช่วย 2 พัน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : เผย 80% ปรับค่าแรงเพิ่ม สมานฉันท์แนะรัฐบาลช่วย 2 พัน, ข้อมูลเกี่ยวกับ เผย 80% ปรับค่าแรงเพิ่ม สมานฉันท์แนะรัฐบาลช่วย 2 พัน



เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องปัญหาสินค้าราคาแพง แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ข้อมูลที่เก็บจากข้อเท็จจริงกับความรู้สึกของประชาชน ที่ประชาชนรู้สึกว่าแพงนั้นอาจจะเป็นผลพวงจากเหตุน้ำท่วมจึงเห็นว่าราคา สินค้าขยับตัวขึ้นสูงต่อเนื่อง แต่จากข้อมูลแล้วราคาสินค้ามีการปรับตัวลดลง แต่ยังไม่ลดลงในจุดที่ประชาชนรู้สึกพอใจ บวกกับขณะนี้เป็นเดือนที่อากาศร้อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายมาก หลายคนที่บุตรหลานต้องไปเรียนหนังสือ เมื่อ 2 มุมนี้มาประกอบกันเลยทำให้เกิดความรู้สึกว่าสินค้ามีราคาแพง

"แต่รัฐบาลยืนยันจะทำทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือประชาชน แต่อาจเป็นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี และผู้ที่มีรายได้น้อย" นายกฯกล่าวและว่า การผลิตสินค้าต่างๆ ยังไม่เต็มที่ จะเต็มที่ในครึ่งปีหลัง สินค้าต่างๆ จะเข้าตลาดอย่างเต็มที่ ต้องขอความกรุณาผู้ที่ขายสินค้าอยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จะต้องช่วยกันดูราคาขายในราคาที่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค และย้ำกับกระทรวงพาณิชย์ต้องตรวจสอบไม่ให้สินค้าต่างๆ เอาเปรียบผู้บริโภค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวผ่านรายการ "ฟ้าวันใหม่" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์บลูสกายแชนแนล ว่า การที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีโจมตีกรุงเทพโพลล์ที่ระบุว่า นักวิชาการให้รัฐบาลสอบตกในการแก้ปัญหาของแพงนั้นถือเป็นการเบี่ยงเบน ประเด็น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมรับความจริงในเรื่องของแพง อยากให้เจ้าของโพลออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสนในหลักการทำโพ ลของแต่ละสำนัก

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งที่รัฐสภาว่า อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ให้ชัดเจน ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากราคาพลังงานและนโยบายของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม ที่ผ่านมารัฐมนตรีหลายคนลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าด้วยตัวเอง และพบว่าราคาสินค้าที่เห็นว่าสูงขึ้นนั้นเป็นของจริง จึงอยากให้นายกฯยอมรับปัญหาแล้วนำไปสู่การแก้ไข

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รัฐมนตรีพาณิชย์เงา พรรค ปชป. กล่าวว่า ทีมงานไปตรวจสอบใน 10 จังหวัดทั่วประเทศช่วงเดือนเมษายน พบว่าราคาสินค้าหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะพืชผัก เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว ผักชีและพริก เฉลี่ยปรับขึ้นจากกิโลกรัม (กก.) ละ 30-35 บาท เป็น 45-50 บาท ส่วนเนื้อหมูปรับขึ้นจาก กก.ละ 110-115 บาท เป็น 125-130 บาท แต่บางพื้นที่สูงถึง กก.ละ 140 บาท

นายอภิรักษ์กล่าวว่า ที่กระทรวงพาณิชย์นำดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนเมษายน 2555 เปรียบเทียบกับเดือนเมษายน 2554 แล้วพบว่าสูงขึ้นเพียง 2.47% แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้พูดถึงราคาสินค้า ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2555 ที่สูงขึ้นกว่าเดือนมกราคม-มีนาคม 2554 ถึง 7-11% เช่น อาหารบริโภคในบ้านเพิ่มขึ้น 11.07% อาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 8.59% ค่าไฟฟ้าและน้ำประปาเพิ่มขึ้น 8.58% ผักและผลไม้เพิ่มขึ้น 7.30% และเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 6.71% ขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม ด้วยการทบทวนนโยบายปรับขึ้นราคาพลังงานเชื้อเพลิง ที่เป็นต้นทุนสินค้าส่วนใหญ่ และขอให้ทบทวนการลดหน่วยการใช้ไฟฟ้าฟรี จากเดิมไม่เกิน 90 หน่วย เหลือไม่เกิน 50 หน่วย

ผู้สื่อข่าวสำรวจราคาสินค้าอาหารสดที่ตลาดท่าน้ำนนท์ ที่กรมการค้าภายในและสำนักงานดัชนีเศรษฐกิจการค้า สำรวจเพื่อประกอบการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) พบว่า พ่อค้าแม่ค้าแจ้งราคาผักสดและอาหารปรุงสำเร็จราคาสูงขึ้น เพราะอากาศร้อน ทำให้ผลผลิตลดลง ราคาส่วนใหญ่ปรับขึ้นจากปลายเดือนเมษายน อาทิ คะน้า จาก กก.ละ 50 บาท เป็น 70 บาท ถั่วฝักยาว จาก กก.ละ 50 บาท เป็น กก.ละ 70 บาท พริกขี้หนูจินดา จากขีดละ 3-4 บาท เป็นขีดละ 6 บาท แตงกวา จาก กก.ละ 25 บาท เป็น กก.ละ 35 บาท ผักชี จาก กก.ละ 70 บาท เป็น กก.ละ 130 บาท

ขณะที่หมูเนื้อแดงทุกส่วนเพิ่ม กก.ละ 10 บาท โดยเนื้อหมูสะโพกราคา กก.ละ 130 บาท ไหล่ กก.ละ 120 บาท สันใน กก.ละ 140 บาท สันนอก กก.ละ 130 บาท ส่วนเนื้อไก่ ปรับเพิ่ม กก.ละ 5 บาท ไก่สดทั้งตัวไม่รวมเครื่องในอยู่ที่ 65 บาท/กก. ไก่สดทั้งตัวรวมเครื่องใน 60 บาท/กก. ไก่ชิ้น 70 บาท/กก. ไข่ไก่เพิ่มฟองละ 20 สตางค์ ไข่ไก่เบอร์ 3 อยู่ที่ฟองละ 2.70 บาท ไข่ไก่เบอร์ 2 อยู่ที่ฟองละ 2.90 บาท โดยอ้างพ่อค้าขายส่งปรับเพิ่มราคาโดยบวกต้นทุนขนส่งและค่าแรงงาน แต่ยอมรับว่าราคาของที่แพงขึ้นทำให้ยอดขายลดลง 20-30%

นอกจากนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปก็เปลี่ยนป้ายราคาขายอีกจานละ 5-10 บาท จาก 30-35 บาท เป็น 35-40 บาท ส่วนอาหารพิเศษ เช่น เพิ่มอาหารทะเล ราคาจะสูงอีก 5-10 บาท ไข่ดาวและไข่เจียวยังขายฟองละราคา 7-10 บาท โดยพ่อค้าแม่ค้าอ้างเรื่องค่าแรงงานและวัตถุดิบ ค่าเช่า แพงขึ้น

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายในจัดเตรียมเอกสารรายละเอียดโครงสร้างราคาอาหาร สำเร็จรูปที่กระทรวงพาณิชย์ออกราคาแนะนำ 25-35 บาท และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่กำกับดูแล เพื่อให้นายกฯใช้ประกอบการ "ออกรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน" ในวันที่ 5 พฤษภาคม โดยจะยืนยันว่าราคาอาหารสำเร็จรูปที่กำหนดนั้นเหมาะสมกับวัตถุดิบและค่าแรง งานที่ปรับเพิ่มขึ้น พร้อมกำชับให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดกับการขายเกินราคาแนะนำ และเอาผิดตามกฎหมาย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ราคาขายจานละ 25-30 บาท เป็นราคาที่มีกำไร เช่น ข้าวกะเพราหมู มีต้นทุนข้าว 3.63 บาท เนื้อสัตว์ 8.33 บาท ผัก 0.76 บาท น้ำมันพืช 0.21 บาท เครื่องปรุงรส 0.77 บาท ขณะที่ต้นทุนค่าแรงงาน ค่าเช่าพื้นที่อีก 6.83 บาท ต้นทุนรวม 20.53 บาท หากขายจานละ 25 บาท ได้กำไร 4.47 บาท ต่อไปหากพบร้านค้าใดขายเกินราคาจะให้กรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบรายได้และเก็บ ภาษีย้อนหลัง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าว "มติชน" ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าต่างๆ ที่ตลาดสดบางกะปิพบ โดยนายวันชัย อรุณศิริวัฒนา เจ้าของแผงขายเครื่องเทศและเครื่องปรุง กล่าวว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่มีขึ้นลงเป็นปกติ แต่ช่วงนี้ราคาค่อนข้างคงที่ไม่ได้แพงขึ้นมากมาย สินค้าบางชนิดมีราคาถูกลงด้วยซ้ำ ส่วนราคาอาหารสำเร็จรูปที่มีราคาสูงน่าจะมีสาเหตุมาจากผักสดที่ราคาค่อนข้าง แผง แต่เนื้อสัตว์และเครื่องปรุงเครื่องเทศ อย่างหอมแดง กระเทียม พริกแห้ง ยังไม่มีการขึ้นราคาแต่อย่างใด

ด้านนางนก เจ้าของแผงไก่สด กล่าวตรงกันว่า ราคาสินค้าหลายอย่างไม่ได้ปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงปีใหม่ แหล่งขายส่งที่รับมาขายก็ไม่ได้ปรับราคาขึ้น ลูกค้าก็ไม่ได้บ่นว่าไก่แพง แต่จะมีบ้างที่บอกว่าผักสดราคาแพง ช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมรายจ่ายค่อนข้างมาก ทำให้ลูกค้าซื้อของได้น้อยลง ใกล้เปิดเทอมทีไรขายของได้น้อยทุกที

น.ส.เล็ก แม่ค้าเขียงหมู กล่าวว่า ราคาสินค้ายังคงเดิม อาจมีขึ้นราคาบ้างสำหรับสินค้าบางอย่างที่ขาดตลาด อย่างเนื้อหมูสดก็ปรับขึ้นบ้างแต่ไม่มาก

ด้านพ่อค้าแผงผักขนาดใหญ่ กล่าวว่า ผักต่างๆ ไม่ได้แพงมาก เป็นไปตามกลไกตลาดมีขึ้นลงเป็นปกติ ต้องทำใจยอมรับ เพราะเมื่อผลผลิตขาดแคลน ราคาก็จะสูงขึ้น ถ้าของมีมากจนล้นตลาดราคาก็ปรับลง สินค้าบางอย่างราคาลดลงกว่าครึ่ง เช่น กระเทียมจากกิโลกรัมละ 140 บาท เหลือกิโลกรัมละ 70 บาท ก็ยังขายไม่ได้

"ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง บางช่วงที่สินค้าขาดตลาด มีการปรับขึ้นราคา ลูกค้าบางคนก็บ่นว่าแพง เราก็พยายามทำความเข้าใจกับเขาว่า สถานการณ์ในตอนนั้นสินค้ามันขาดแคลน จากเคยซื้อ 10 บาท จะมาซื้อ 10 บาทเหมือนเดิมได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์มันต่างกัน เราต้องยอมรับมันให้ได้" พ่อค้าแผงผักกล่าว

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวสำรวจตามโรงรับจำนำย่านลาดพร้าว บางกะปิ และรามคำแหง พบว่ามีผู้ปกครอง และประชาชนเข้าไปใช้บริการเป็นจำนวนมากเพราะใกล้เปิดเทอม

น.ส.อัจจิมา อินทจันทร์ เจ้าหน้าที่โรงรับจำนำปากซอยรามคำแหง 43 กล่าวว่า ลูกค้ามีหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา และจะนำทองรูปพรรณมาจำนำ เพราะทางร้านไม่ค่อยรับสินค้าอย่างอื่น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เพราะราคาของจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อหลุดจำนำก็จะขายไม่ได้ราคา

เจ้าหน้าที่โรงจำนำเฮงล้ง หน้าซอยลาดพร้าว 150 กล่าวว่า ปกติช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีผู้เข้าใช้บริการมากที่สุดเพราะใกล้เปิดเทอม แต่จะรับจำนำทองรูปพรรณเป็นส่วนใหญ่ ไม่รับจำนำโทรศัพท์มือถือเด็ดขาด เพราะมีโอกาสพังหรือเสียหายง่าย และเมื่อหลุดจำนำแล้วขายออกยาก

ด้านเจ้าหน้าที่โรงรับจำนำลิบกี่ บริเวณสามแยกบางกะปิ กล่าวว่า มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ ลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านทั่วไปและแม่ค้าบริเวณใกล้เคียง

นางนาตยา แม่บ้าน อาศัยอยู่แถวรามคำแหง กล่าวว่า ใช้บริการโรงรับจำนำปากซอยรามคำแหง 43 เป็นประจำ ส่วนใหญ่สิ่งของที่นำมาจำนำจะเป็นทองรูปพรรณ เงินที่ได้ก็เอาไปใช้จ่ายค่าเช่าบ้าน และค่าเล่าเรียนลูก

ป้าถนอมศรี พัววิมล อายุ 83 ปี อาศัยอยู่แถวร่มเกล้า ที่ใช้บริการโรงรับจำนำย่านสามแยกบางกะปิ กล่าวว่า สาเหตุที่มาจำนำเนื่องจากเงินไม่พอค่าใช้จ่าย ต้องเอาของมาจำนำเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย

นางปราณิสา ไชยันโต อาชีพค้าขาย กล่าวว่า นำแหวนทองมาจำนำเพื่อจะไปส่งค่าบ้าน และใช้เป็นค่าใช้จ่ายรายวัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายช่วงนี้สูงขึ้น

นายสนั่น จำปาแถบ ผู้จัดการสถานธนานุบาล 2 เทศบาลเมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ เผยว่า ใกล้เปิดเทอมส่งผลให้มีลูกค้ามาใช้บริการวันละไม่ต่ำกว่า 400 ราย วงเงินที่รับจำนำวันละกว่า 1 ล้านบาท เทศบาลเมืองสุรินทร์สำรองเงินสดให้สถานธนานุบาลทั้ง 2 แห่ง ไว้บริการประชาชน 90 ล้านบาท สำหรับสิ่งของที่ประชาชนนำมาจำนำร้อยละ 80 เป็นทองรูปพรรณ รองมาคือเครื่องใช้ไฟฟ้า และผ้าไหม และช่วงนี้ลดอัตราดอกเบี้ยจากเดิมร้อยละ 1.75 บาทต่อเดือน เหลือเพียงร้อยละ 1 บาทต่อเดือน เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับผู้ปกครองช่วงเปิดเทอม

วันเดียวกัน นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงเรื่องผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัด และปรับค่าจ้างร้อยละ 40 ใน 70 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาว่า จากการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่าโดยภาพรวมยังไม่มีปัญหาการเลิกจ้าง และร้อยละ 80 นายจ้างไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ส่วนอีกร้อยละ 20 นายจ้างยังมีปัญหาในทางปฏิบัติเล็กน้อย โดยเฉพาะเรื่องการนำค่าสวัสดิการต่างๆ มารวมกับค่าจ้าง ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในโรงงานขนาดใหญ่ที่มีคนงานเก่าได้ค่าจ้างเกินวันละ 300 บาท เรียกร้องให้ปรับค่าจ้างเพื่อหนีค่าจ้างขั้นต่ำ เบื้องต้นได้ทำความเข้าใจและขอความร่วมมือให้นายจ้างกลุ่มนี้ใช้หลักตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ ในการเจรจากับลูกจ้าง เพื่อลดข้อพิพาทระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง

นายอาทิตย์กล่าวว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากจังหวัดที่ค่าแรงต่ำกว่าวัน ละ 300 บาท ไปจังหวัดที่ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท เนื่องจากการย้ายงานเพื่อไปสมัครงานใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างไรก็ตามกลุ่มที่มีการเคลื่อนย้ายที่เห็นชัดเจนคือ แรงงานรับเหมาช่วง (sub contact) จะมีความคล่องตัวและสะดวกในการย้ายงาน ส่วนผลกระทบต่อราคาสินค้าในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากสินค้าบางชนิดมีราคาขึ้นลงตามภาวะตลาด แต่อาหารตามสั่งมีราคาสูงขึ้น แต่ในโรงงานก็มีการควบคุมราคา โดย กสร.ส่งเสริมให้ตั้งสหกรณ์ขายสินค้าราคาถูกในโรงงาน และปลูกผักสวนครัวในโรงงาน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับแรงงาน โดยมีกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ซึ่งมีงบประมาณ 250 ล้านบาท

นายอาทิตย์กล่าวว่า เก็บข้อมูลทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง ขั้นต่ำ ซึ่งถือเป็นเฟสแรก เพื่อนำมาสรุปก่อนออกมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างและนายจ้างในเฟส 2 ที่จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทใน อีก 70 จังหวัดที่เหลือ ในวันที่ 1 มกราคม 2556 หากได้รับข้อมูลและเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเฟสที่ 2 จะทำให้กระทรวงแรงงานทำงานได้ง่ายขึ้น ระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 8 เดือน จะเร่งเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด โดยในวันที่ 25 พฤษภาคม จะประชุมร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกสาขา เพื่อรับฟังปัญหาเพราะเแต่ละกลุ่มจะมีปัญหาแตกต่างกัน

ด้านนายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เปิดเผยว่า ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนค่าจ้างกรณีค่าจ้างไม่เป็นธรรมทั้ง 9 แห่ง ได้รับร้องเรียน 69 ราย ส่วนใหญ่เป็นกรณียังไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างตามอัตราใหม่ นายจ้างนำสวัสดิการ เช่น ค่าอาหาร ค่ารถ ค่าเซอร์วิสชาร์จมารวมเป็นค่าจ้าง อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปผลกระทบภาพรวมได้ชัดเจน ต้องใช้อีกเวลา 2 เดือนจึงจะเห็นภาพรวมทั้งหมด

นายชาลีกล่าวว่า เชื่อว่ายังมีลูกจ้างหลายกลุ่มโดยเฉพาะธุรกิจบริการ เช่น แม่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) รวมถึงแรงงานที่ทำงานในสถานประกอบการขนาดเล็กและไม่มีสหภาพแรงงานยังไม่ได้ รับการปรับขึ้นค่าจ้าง แต่คนเหล่านี้ไม่กล้าร้องเรียนกับศูนย์เพราะกลัวถูกเลิกจ้าง จึงขอให้กระทรวงแรงงานเข้าไปตรวจสอบที่แรงงานไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าจ้าง ตามอัตราใหม่ และให้รัฐบาลบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่แรงงานจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจัดสรรเงินพิเศษในลักษณะค่าครองชีพชั่วคราวรายละ 2,000 บาท ให้แก่แรงงานทุกคนโดยตรงเป็นเวลา 1-2 เดือน และควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย
 
(มติชนออนไลน์, 4-5-2555)




ลงวันที่ 08/05/2012 10:14:14
จำนวนผู้ชม 1863 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์