ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 55 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงไตรมาสสอง ปี 2555 โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า การจ้างงานและรายได้ช่วงไตรมาสสอง ปี 2555 พบ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.85 โดยมีจำนวน 334,121 คน สูงกว่าอัตราการการว่างงาน ร้อยละ 0.6 ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งการว่างงานที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจาก ปัจจัยด้านการผลิตกำลังคน เพราะแรงงานคนมีการเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้น โดยมีผู้จบการศึกษาใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวน 521,199 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 และกำลังแรงงานรวมทั้งหมดเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1
นายอาคม กล่าวว่า ความต้องการของตลาดการจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 แต่ช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของกำลังแรงงาน เพราะการลงทุนและการผลิตยังไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ เป็นผลจากผลกระทบการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้บางกิจการต้องปิดตัวลงและบางกิจการยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะวิกฤตหนี้ยูโร ซึ่งแรงงานที่มีการศึกษาในระดับประถมศึกษาและต่ำกว่ามีอัตราการว่างงานต่ำ เพียงร้อยละ 0.3 แต่กลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.2 จาก 0.7 ระดับอาชีวศึกษา 1.2 จาก 0.9 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 2.1 จาก 1.4 และระดับอุดมศึกษา 1.9 จาก 1.0 ในไตรมาสสองของปี 2554 โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อน
"ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในสาขาบริหารธุรกิจและพาณิชยศาสตร์ มีการว่างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 2.1 ระดับ ปวส.ร้อยละ 1.8 ซึ่งสาขาที่มีปัญหาการผลิตเกินความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2548-2554 คือ สาขาศิลปกรรมศาสตร์ ร้อยละ 4.4 และมนุษยศาสตร์ ร้อยละ 2.4 นอกจากนี้ยังมีการว่างงานในสาขาคอมพิวเตอร์ ระดับ ปวช.ร้อยละ 6.0 ระดับ ปวส.ร้อยละ 4.3 และระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 4.8"
นายอาคม กล่าวต่อว่า รายได้แท้จริงของแรงงานเพิ่มขึ้น โดยค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนภาคเอกชนที่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลาและผลประโยชน์ ตอบแทนอื่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.2 ตามการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.5 ทำให้ค่าจ้างแท้จริงเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2
ด้าน นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า การติดตามสถานการณ์การเฝ้าระวังด้านการว่างงานในระยะสั้นนั้น ชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยเริ่มส่งสัญญาณการเฝ้าระวังสถานการณ์ว่างงานที่อาจ เพิ่มขึ้น ซึ่งจำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยไตรมาสสองลดลงร้อยละ 1.2 และจำนวนผู้ทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงขึ้นไปลดลงร้อยละ 0.7 โดยผู้ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.2 ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปต่อแรงงานกลุ่มต่างๆ ได้แก่ แรงงานผลิตเพื่อส่งออก แรงงานในภาคบริการท่องเที่ยว และแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในยุโรป
นางสุวรรณี กล่าวอีกว่า ในระยะยาวปัญหาเชิงโครงสร้างยังเป็นข้อจำกัดต่อศักยภาพการพัฒนาของประเทศและ คุณภาพชีวิตของแรงงาน ที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ กลุ่มวัยแรงงานที่มีอายุระหว่าง 15-39 ปี แต่มีการศึกษาต่ำ ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดในการผลักดันการเพิ่มผลิตภาพแรงงานเพื่อทดแทนกำลังแรง งานที่จะน้อยลงในเชิงปริมาณภายใต้โครงสร้างประชากรสูงอายุ และปัญหาแรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุมากแต่ระดับการศึกษาต่ำซึ่งส่วนมากทำ งานนอกระบบ จึงเป็นข้อจำกัดในการยกระดับขีดความสามารถและการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นทักษะการทำงานที่สำคัญในอนาคต อาจส่งผลต่อการสร้างหลักประกันความมั่นคงด้านรายได้และความสามารถในการเก็บ ออม
"สำหรับด้านการศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในด้านภาษาอังกฤษและความหลากหลายของภาษาทีใช้ ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษระดับต่ำมาก การจัดอันดับของ English Proficiency Index (EPI) ใน 42 ประเทศ จึงต้องเร่งให้ความสำคัญอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้ประชาชนสามารถสื่อสารได้ นอกจากนี้การพัฒนาภาษามลายูกลาง ก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกันเพราะใช้สื่อสารกับประชากรครึ่งหนึ่งของประชาคมอา เซียน"
ด้านพฤติกรรมและความเป็นอยู่ของคนในสังคมไทย พบเยาวชนกลายเป็นนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 250,000 คน จากข้อมูลศูนย์วิจัยสุราในปี 2554 พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ดื่มแอลกฮอล์มากถึง 17 ล้านคน ส่วนข้อมูลสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ระดับโลก ปี 2552-2554 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก 14.3 ล้านคน เป็น 14.6 ล้านคน ซึ่งช่วงอายุ 14-24 มีอัตราการสูบบุหรี่ ร้อยละ 14.8 นอกจากนี้ผลสำรวจการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต พบว่า เด็กและเยาวชนมีความฉลาดทางอารมณ์ลดลง ในปี 2554 ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขาดความสามารถในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
นางสุวรรณี กล่าวอีกว่า การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมยังคงมีอัตราเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.6 เป็นผลมาจากภัยคุกคามเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 ส่วนผลสำรวจพฤติกรรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ 7 ล้านคน ของสถาบันรามจิตติ ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2555 พบว่า เด็ก 1 ล้านคน มีอาการซึมเศร้าและหงุดหงิดโดยไม่รู้สาเหตุ เด็กร้อยละ 50 มีความสุขในการไปเรียนลดลง ด้านคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นจากไตรมาสสอง ปี 2554 และไตรมาสหนึ่ง ปี 2555 ร้อยละ 30.9 และ 14.0 โดยในขณะนี้ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ต้องจับตาด้านการค้า มนุษย์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน
(คมชัดลึก, 27-8-2555)