ฝ่าวิกฤต "แรงงาน" แก้ปม 300 เหลว "เอสเอ็มอี" โคม่า

ฝ่าวิกฤต "แรงงาน" แก้ปม 300 เหลว "เอสเอ็มอี" โคม่า | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : ฝ่าวิกฤต "แรงงาน" แก้ปม 300 เหลว "เอสเอ็มอี" โคม่า, ข้อมูลเกี่ยวกับ ฝ่าวิกฤต "แรงงาน" แก้ปม 300 เหลว "เอสเอ็มอี" โคม่า



วันที่ 1 มกราคม 2556 จะมีการบังคับใช้มาตรการค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ หลังบังคับใช้ใน 7 จังหวัดนำร่อง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมาส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างจากผู้ประกอบการหรือนายจ้าง

ขณะที่สถานประกอบการจำนวนมากต่างโอดครวญทำนองเดียวกันว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่องทำให้เกิดต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น จนสถานประกอบการ ผู้ประกอบการ หรือนายจ้างแบกรับต้นทุนไม่ไหว ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนประสบปัญหาถึงขั้นต้องปิดกิจการโดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs)



ยิ่งมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศวันที่ 1 มกราคม 2556 ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีล้มหายตายจากเพิ่มขึ้นอีก

โดยเฉพาะกับเอสเอ็มอีในจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ และอุตรดิตถ์ ที่ก่อนหน้านี้จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำที่วันละ 163 บาท

ขณะที่จังหวัดตากและสุรินทร์จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 162 บาทรวมทั้งจังหวัดน่าน 161 บาท, ศรีสะเกษ 160 บาท และพะเยา จ่ายค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 159 บาท/วัน

ผลเช่นนี้จึงทำให้การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศวันที่ 1 มกราคม 2556 มีเสียงสะท้อนตามมาในหลายมิติ นักชาการ นักเศรษฐศาสตร์ต่างออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้จะทำให้เอสเอ็มอีอยู่ในสภาพเช่นไรและภาครัฐจะมีมาตรการอะไรออกมารองรับ ? และช่วยเหลือบ้าง ?

เสมือนเป็นการฝ่าวิกฤตแรงงานครั้งใหญ่ของประเทศ

ส่งทอ-เฟอร์นิเจอร์ กระทบหนัก

นายอาทิตย์ อิสโม รองปลัดกระทรวงแรงงาน ได้ศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการศึกษาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ รายงานผลการสำรวจของกระทรวงแรงงาน, รายงานการศึกษาวิเคราะห์เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำรอบใหม่ 300 บาท : กระทบใครเท่าไหร่ ของสำนักพัฒนาฐานข้อมูล และตัวชี้วัดภาวะสังคม (สศช.) และการศึกษาเรื่องอุตสาหกรรมไทยจะแข่งขันอย่างไร

ภายใต้ค่าแรงที่สูงขึ้น ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่าเมื่อปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ครั้ง จะส่งผลให้ต้นทุนรวมของ

เอสเอ็มอีมีสัดส่วนต้นทุนด้านแรงงานในต้นทุนรวมทั้งหมดร้อยละ 21-30 โดยมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15.77-22.52

แต่เมื่อพิจารณาผลกระทบต่อต้นทุนในรายอุตสาหกรรมพบว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากคือกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 11.13-22.75 รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมไม้, เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์จากไม้ จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 12.19-18.71

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินผลกระทบต่อต้นทุนดังกล่าว กระทรวงแรงงานจึงคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2556 ที่มีต่อด้านแรงงานหลายส่วนด้วยกัน

1.มีแนวโน้มที่จะเกิดการจ้างงานลดลง งดรับลูกจ้าง หรือเลิกจ้างลูกจ้างบางส่วน หรือปิดกิจการ หรือมีการใช้เครื่องจักร และแรงงานทักษะฝีมือสูงทดแทน ซึ่งอาจ



ก่อให้เกิดปัญหาการเลิกจ้าง และปัญหาการว่างงานสูงขึ้นกว่าสถานการณ์ในปี 2555

นอกจากจะส่งผลให้แรงงานที่อยู่ในตลาดแรงงานต้องตกงานแล้ว แรงงานที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ก็จะหางานทำยากขึ้น และกลุ่มนี้จะกลายเป็นแรงงานนอกระบบ

โดยอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะลดการจ้างแรงงานทักษะฝีมือต่ำ (unskill labour) เป็นจำนวนมาก ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอ, เครื่องแต่งกาย และเครื่องหนัง กับอุตสาหกรรมไม้, เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์จากไม้

ส่วนอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะลดการจ้างแรงงานทักษะฝีมือต่ำจำนวนไม่มาก ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อุตสาหกรรมเคมี, ยางและพลาสติก, อุตสาหกรรมเหล็ก, อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์

ดังนั้น สถานประกอบการเอสเอ็มอี (มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน) ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ จึงมีความเสี่ยง ที่กระทรวงแรงงานต้องเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ด้านแรงงานอย่างใกล้ชิด

2.มีแนวโน้มที่นายจ้างจะเปลี่ยนแปลงสภาพการทำงาน/การจ้างงาน โดยลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาลง, ลดสวัสดิการแรงงานที่ลูกจ้างเคยได้รับ 3.มีแนวโน้มที่แรงงานจะเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนาของตน เพราะมีค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ และ 4.มีแนวโน้มที่จะเกิดการขาดแคลนแรงงานในบางสาขา เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง, อุตสาหกรรมขนส่ง/คลังสินค้า, การค้าปลีกและโรงแรม/ภัตตาคาร

ภาครัฐเข็นมาตรการเยียวยา

เพื่อเป็นการรองรับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2556 กระทรวงแรงงานจึงประมวลข้อมูลความต้องการช่วยเหลือ, ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากการสำรวจ และการสัมมนาเพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเพื่อกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2556 และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs รวม 16 มาตรการ โดยแบ่งออกเป็น 11 มาตรการเดิม และอีก 5 มาตรการใหม่

โดยรองปลัดกระทรวงแรงงาน ฉายภาพให้ฟังถึง 11 มาตรการเดิมจะขยายเวลาการใช้มาตรการช่วยเหลือออกไปอีก 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2556 ประกอบด้วย

1.การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้าง-ลูกจ้าง เหลือฝ่ายละร้อยละ 3, 2.ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 20, 3.นำส่วนต่างของค่าจ้างที่จ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2555 มาหักเป็นค่าใช้จ่ายก่อนชำระภาษีได้ 2 เท่า 4.นำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า

5.ให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 6.สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานในการเสริมสภาพคล่องของสถานประกอบการ 7.สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต 8.การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ portfolio guarantee scheme 9.การค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ portfolio guarantee scheme สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ 10.ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และ 11.หักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการใหม่มาช่วยเหลือเพิ่มอีก ประกอบด้วย 1.ลดค่าธรรมเนียมห้องพักที่เรียกเก็บสำหรับโรงแรมหรือที่พักแรม 2.จัดคลินิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่ไปยังสถานศึกษาและสถานประกอบการต่าง ๆ 3.ปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการ 4.จัดคาราวานสินค้าราคาถูกไปจำหน่ายให้ลูกจ้างในสถานประกอบการ 5.จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการ"

"และหากมีมาตรการที่จะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้เพิ่มขึ้น กระทรวงแรงงานจะประสานงานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันเข้าหารือเพื่อเตรียมวางมาตรการช่วยเหลือสำหรับเอสเอ็มอีต่อไป"

ตั้งศูนย์ช่วยเหลือเอสเอ็มอี

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดแล้ว กระทรวงแรงงานยังได้เตรียมกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพิ่มเพื่อประสิทธิภาพการจัดการผลกระทบ โดยจัดตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อรองรับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ศูนย์นี้จะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือสำหรับเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์จะคอยให้คำปรึกษาอย่างมีประสิทธิผล รวดเร็ว และติดตามเฝ้าระวังเพื่อรายงานผลการปฏิบัติในภาพรวมของกระทรวงแรงงานต่อไป

ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาปรึกษาโดยตรงที่ศูนย์นี้ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทุกจังหวัด โดยในส่วนกลางจะตั้งอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน (กทม.) และในส่วนภูมิภาคจะตั้งอยู่ที่สำนักงานแรงงานจังหวัด หรือศาลากลางจังหวัด

"มองในด้านดีในวันที่ 1 มกราคม 2556 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างเกิดแรงกระตุ้นในการพัฒนาศักยภาพของสถานประกอบการได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะลูกจ้างจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพทางการทำงานด้วยถึงจะตอบโจทย์ต่อค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และเพื่อการแข่งขันกับประเทศสมาชิกในอนาคตด้วย"

300 ทั่ว ปท.กระทบหลายระดับ

จากการศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาท/วันเท่ากันทั้งประเทศในช่วงต้นปี 2556 จะทำให้อัตราค่าจ้างมาตรฐานของไทยขยับขึ้นร้อยละ 31.7 จากค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยในปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 227.8 บาท/วัน โดยจังหวัดพะเยาซึ่งมีฐานค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศที่ 206.3 บาท/วัน จะมีการปรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45.5 และลดหลั่นกันไปตามช่องว่างระหว่างอัตราค่าแรงฐานในปัจจุบัน และค่าแรงใหม่ ขณะที่ 7 จังหวัดนำร่องที่มีการปรับขึ้นค่าแรงไปแล้วในเดือนเมษายน 2555 จะคงอยู่ที่ 300 บาท/วัน

โดยผลกระทบจะรุนแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับพื้นที่กิจการ หากเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และมีฐานอัตราค่าจ้างแรงงานเดิมต่ำ ก็อาจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขณะที่ขนาดธุรกิจและประเภทธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาแรงงานที่รับค่าจ้างในอัตราขั้นต่ำ เพื่อทำงานที่ไม่ต้องอาศัยความชำนาญ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่อยู่ในธุรกิจที่พึ่งพาการใช้แรงงานไร้ทักษะอย่างเข้มข้น

นอกจากนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาดว่าจำนวนผู้ว่างงานในปี 2556 จะอยู่ที่ 3 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.8 (กรอบคาดการณ์ 2.6-3.4 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.7-0.9) เพิ่มขึ้นจากจำนวน 2.65 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.7 ในปี 2555

ปี 56 โอกาสและความท้าทาย

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกว่า สิ่งที่สถานประกอบการจะต้องเจอแน่ ๆ เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม 2556 คือการปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ถือเป็นโอกาสและความท้าทาย ข้อเสนอคือในช่วงที่จะไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างต่อไปอีก 2 ปี (2557-2558) รัฐบาลควรมีมาตรการเข้าไปช่วยปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพ และคุณภาพอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะ SMEs

นอกจากนี้นโยบายสร้างงานขนาดใหญ่ควรเน้นการให้คนไทยเข้ามาทำงานให้มากที่สุด หากจะมีมาตรการช่วยเหลือด้วยการลดการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมตามที่ภาคธุรกิจเรียกร้องก็ไม่ควรลดเกิน 2% และมีกำหนดระยะเวลาชัดเจนเฉพาะในช่วง 2 ปี ที่ไม่มีการปรับค่าจ้าง ขณะที่แรงงานนอกระบบก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรต้องมีการดูแลติดตาม

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องทำมากขึ้นคือการให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงทางรายได้ และสิทธิ์ความคุ้มครองต่าง ๆ ที่แรงงานนอกระบบยังด้อยสิทธิ์อยู่มาก รวมถึงการดูแลติดตามการใช้แรงงานเด็กที่ต้องทำให้ไม่มีการใช้แรงงานเด็กในสภาพเลวร้ายเกิดขึ้น

สภาอุตฯชี้การเยียวยาไม่ตรงจุด

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการเยียวยาค่าแรง 300 บาท ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยส่วนต่าง การลดเงินประกันสังคมเหลือ 2.5% เป็นเวลา 3 ปี การหักภาษีที่จ่าย 0.1% นั้น สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มถือว่าได้รับผลกระทบมากที่สุด และมองว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือ "ระดับหนึ่ง" เท่านั้น แต่ในเมื่อเป็นนโยบายรัฐบาล

ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวให้ได้ แต่ที่ค่อนข้างลำบากคือกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการให้ผลักดันการช่วยเหลือสำคัญคือ การเข้าให้กลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนให้มากขึ้น

และลดข้อจำกัดต่าง ๆ ให้น้อยลงรองประธานสภาอุตสาหกรรมฯย้ำว่า รัฐมีนโยบายปรับค่าแรง แต่แก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ยอมฉีดยาแรงตั้งแต่แรก และจำเป็นต้องมาจ่ายส่วนต่างให้อุตสาหกรรม พยายามให้ข้อมูลว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอีถือว่าสำคัญ

แต่ไม่มีการผลักดันเรื่องนี้ ในเมื่อมีการจัดมันนี่เอ็กซ์โปทุกปี ก็ควรมีงานลักษณะนี้ แต่เป็นการซัพพอร์ตเอสเอ็มอีโดยเฉพาะบ้าง

ด้านนายวีระยุทธ สุขวัฑฒโก รองประธานและประธานสภาอุตสาหกรรมฯกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ส.อ.ท. เปิดเผยว่า มาตรการเยียวยาเบื้องต้นของภาครัฐถือว่า "ไม่ตรงจุด" และยังไม่มีความชัดเจนโดยเฉพาะมาตรการชดเชยว่าจะกำหนดสัดส่วนอย่างไร หากชดเชย 100% ในปีแรก และในปีถัดมาอาจจะเหลือ 75 : 25 หรือ 50 : 50 จะทำให้อุตสาหกรรมสามารถเดินหน้าต่อไป

หากเดินหน้าตามข้อเสนอนี้ภาครัฐอาจจะช่วยเหลือแค่ 2 ปีเท่านั้น ในปีที่ 3 ภาคอุตสาหกรรมสามารถเดินได้ด้วยศักยภาพของตัวเองแล้ว

"มาตรการลดภาษีเงินได้ บริษัทใหญ่เท่านั้นได้ประโยชน์ รายเล็กที่มีกำไรน้อยก็ไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ นอกจากนี้ควรช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อนำมาบริหารกระแสเงินสดให้ดีขึ้น คงต้องรอดู 6 เดือนนับจากนี้ว่ามาตรการเยียวยาจะได้ผลหรือไม่"

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์




ลงวันที่ 03/01/2013 11:27:29
จำนวนผู้ชม 2668 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์