ม็อบหมื่นคนยื่นหนังสือผ่านกงสุลยุติเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เอ็นจีโอนานาชาติร่วมต้านชี้ยาแพงแน่ สหภาพแรงงานนัดรวมพลบุกสถานทูตสหรัฐวันนี้ ยื่นหนังสือถึง "บุช"
หยุดทำร้ายคนไทย มท.1 ฮึ่มก่อความวุ่นวายจัดการแน่ "ทักษิณ" หยันสภาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ส่งเรื่องให้พิจารณาจะรู้อะไร กฎหมายไม่บังคับ จะเปิดข้อมูลต่อเมื่อเจรจายุติ "สมคิด" ลิ้นพันปฏิเสธเอื้อกลุ่มทุนรัฐบาล ปชป.-ชาติไทยวอนเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพราะส่งผลกระทบรุนแรง
การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2549 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการต่อต้านอย่างเข้มข้นจากหลายฝ่าย ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน เครือข่ายประชาชน 11 เครือข่าย ประมาณ 10,000 คน เคลื่อนขบวนจากสวนสาธารณะรถไฟไปตามถนนเจริญเมือง เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงครูบาศรีวิชัย บนสะพานนวรัตน์ ก่อนเข้ายื่นหนังสือผ่านนายสกอตต์ แมนเซน รองกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่ ถึงคณะเจรจาเอฟทีเอฝ่ายสหรัฐ เพื่อให้ยุติการเจรจา จากนั้นเครือข่ายประชาชนได้เคลื่อนขบวนไปยังประตูท่าแพ เพื่อดำเนินกิจกรรมรณรงค์ ก่อนจะไปรวมตัวชุมนุมที่หน้าโรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิงสถานที่จัดประชุม
นายอุดม อยู่หว้า ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า เห็นได้ชัดการเจรจาครั้งนี้จะมีการเปิดเสรีสินค้าเกษตร จะส่งผลให้เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะสู้ด้านการตลาดไม่ได้ ที่ผ่านมาการเปิดเอฟทีเอไทย-จีน ทำให้เกษตรกรไทยโดยเฉพาะในภาคเหนือเสียหายอย่างหนักเพราะสินค้าเกษตรจีนตีตลาด กรณีนี้รัฐบาลกลับบอกว่าพืชชนิดใดเราสู้เขาไม่ได้ก็ให้ชาวบ้านเลิกปลูก หันไปปลูกอย่างอื่นแทน แนวคิดนี้ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง และแม้ว่าการส่งออกของไทยไปจีนจะเกินดุล 29% แต่ก็มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ขณะที่จีนได้ดุลจากการส่งสินค้าเข้าไทยถึง 390% ขณะที่การเปิดเอฟทีเอไทย-สหรัฐ แม้ไทยจะได้ประโยชน์แต่ก็อยู่กับคนส่วนน้อย เช่นเครือซีพี รวมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่เท่านั้น
การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐ ดำเนินมาเป็นรอบที่ 6 โดยจะใช้เวลาเจรจาไปจนถึงวันที่ 13 มกราคมนี้ นอกจากเครือข่ายประชาชน 11 องค์กรจะรวมตัวต่อต้านแล้ว องค์การพัฒนาเอกชนนานาชาติเกี่ยวกับการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐ ยังได้ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านด้วยเช่นกัน
แถลงการณ์ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐปฏิเสธที่จะเปิดเผยเนื้อหาข้อเสนอฉบับร่างเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรี และมีการเจรจาอย่างลับๆ กับคู่เจรจาเพื่อให้ยอมตกลงตามข้อเสนอ การเจรจาในทางลับเช่นนี้เป็นการปิดกั้นการตรวจสอบตามหลักประชาธิปไตย รวมทั้งการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการเจรจา ทั้งยังเป็นการปฏิเสธเสียงของผู้ติดเชื้อเอดส์ชาวไทยอีกนับแสนคนซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงยาต้านไวรัสที่ผลิตได้เองในราคาถูก
ทั้งนี้ แทนที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยสามารถใช้ข้อยืดหยุ่นทางกฎหมายเพื่อให้คนเข้าถึงยาได้มากขึ้นภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายนานาชาติตามที่สนับสนุนโดยแถลงการณ์รัฐมนตรีที่การประชุมองค์การการค้าโลกที่กรุงโดฮา ว่าด้วยข้อตกลงทริปส์และสาธารณสุข และตามความเห็นของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ แต่ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐกลับพยายามกำหนดให้มีการคุ้มครองสิทธิบัตรและผูกขาดข้อมูลอย่างเข้มงวดโดยวิธีการต่างๆ
แถลงการณ์ชี้ว่า เอฟทีเอสหรัฐได้ขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรไปมากกว่า 20 ปี เพื่อชดเชยกับความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตร และเพื่อเปิดทางให้มีการจดสิทธิบัตรต่อสูตรยาและวิธีใช้ยาใหม่มากขึ้น เท่ากับทำให้สหรัฐผูกขาดการกำหนดราคายาได้มากขึ้น
การจำกัดสิทธิในการนำเข้ายาราคาถูก ด้วยการเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้ผู้ทรงสิทธิ์สามารถจำกัดการนำเข้า/ส่งออกเวชภัณฑ์ที่เคยซื้อหาได้ ทำให้โอกาสที่จะใช้เงื่อนไขการบังคับใช้สิทธิมีน้อยลง การปฏิเสธไม่ให้นำเข้าสินค้ามาในตลาดของตน โดยอ้างว่าประเทศผู้ส่งออกต้องให้ความคุ้มครองผูกขาดข้อมูลอย่างเบ็ดเสร็จเป็นเวลา 5-10 ปี ทำให้ไม่สามารถใช้เงื่อนไขเกี่ยวกับการทดลองยาเพื่อพิจารณาการอนุญาตให้นำเข้ายาสามัญมาในตลาด เป็นการจำกัดโอกาสที่จะใช้เงื่อนไขการบังคับใช้สิทธิ เท่ากับเป็นการดำเนินการกับบริษัทที่จงใจละเมิดสิทธิบัตรหรือละเมิดโดยทางอ้อม เป็นเหมือนกับอาชญากร
"สหรัฐพยายามทำให้คนมองข้ามความสำคัญเนื้อหาข้อตกลงที่ย้ำว่า ประเทศภาคีมีสิทธิ์ที่จะกำหนดให้ประเด็นการเข้าถึงยาเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนได้ โดยไปซ่อนไว้ในเอกสารท้ายสัญญา ซึ่งเอกสารดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้อย่างชัดเจน และทางคณะผู้แทนการค้าของสหรัฐปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่รับรองว่าเอกสารดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้หากมีการขอให้ทำเช่นนั้น" แถลงการณ์ระบุถึงข้อมูลที่ถูกนำมาเปิดเผยระหว่างการไต่สวนของรัฐสภาสหรัฐ
องค์การพัฒนาเอกชนนานาชาติย้ำว่า เอฟทีเอไทย-สหรัฐจะส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะข้อตกลงที่เกินไปกว่าข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาในองค์การการค้าโลก หรือทริปส์ผนวก (TRIPs+) ในข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยและข้อตกลงการค้าเสรีฉบับอื่น นอกจากนั้นขอเรียกร้องให้สหรัฐตีพิมพ์เผยแพร่เนื้อหาของข้อตกลงการค้าเสรีทั้งหมด และให้ประชาชนชาวไทยสามารถจัดการประชุมปรึกษาหารือต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวได้
องค์การพัฒนาเอกชนนานาชาติที่ร่วมออกแถลงการณ์ต่อต้านเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ประกอบด้วย เครือข่ายกฎหมายด้านเอชไอวี/เอดส์แคนาดา (Canadian HIV/AIDS Legal Network), ศูนย์วิเคราะห์นโยบายด้านการค้าและสุขภาพ (Center for Policy Analysis on Trade and Health (CPATH)), โครงการด้านเทคโนโลยีเพื่อผู้บริโภค (Consumer Project on Technology (CPTech)), Essential Action, Health GAP (Global Access Project), Human Rights Watch, Student Global AIDS Campaign (SGAC)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 10 มกราคม เวลา 18.00 น. สหภาพแรงงานจากกลุ่มย่านอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น รังสิต อ้อมน้อย อ้อมใหญ่ พระนครศรีอยุธยา พระประแดง และภาคตะวันออก ได้นัดรวมตัวกันที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ภายใต้คำขวัญ "หยุดเอฟทีเอ หยุดขายประเทศไทย"
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ภายใต้กระแสการค้าเสรี จะเกิดผลกระทบกับผู้ใช้แรงงานทั้งประเทศ โดยเฉพาะเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ เพราะรัฐจะกดค่าจ้างและสวัสดิการให้ต่ำที่สุดเพื่อดึงดูดนักลงทุน ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของไทยก็ต่ำจนผู้ใช้แรงงานตัวคนเดียวยังอยู่ไม่ได้
"พวกเราในองค์กรแรงงานต่างๆ ได้ร่วมกันลงชื่อในจดหมายที่ส่งไปยังประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ว่าขอให้ยุติการเจรจาเอฟทีเอกับรัฐบาลไทยไว้ก่อน เพราะเอฟทีเอจะเป็นประโยชน์เฉพาะกับนายทุน ส่วนผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และคนส่วนใหญ่ในประเทศจะไม่ได้รับประโยชน์" นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เลขาธิการศูนย์ประสานงานกรรมการกล่าว
รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐจะเสนอในการเจรจาเอฟทีเอนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เอาเปรียบประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นการคุ้มครองข้อมูลการทดลองยา (Data Exclusivity) ซึ่งกำลังเข้าสู่วงจรบีบบังคับประเทศกำลังพัฒนาอีกครั้งเหมือนกับที่เคยบังคับให้ไทยออก พ.ร.บ.สิทธิบัตร สหรัฐอ้างว่าไทยไม่ให้การคุ้มครอง หรืออ้างว่าไทยไม่ทำตามข้อตกลงทริปส์ มาตรา 39 เรื่องการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งไม่จริง เพราะใน พ.ร.บ.ความลับทางการค้าของไทย มีความคุ้มครองนี้อยู่แล้ว
"ทำไมสหรัฐถึงต้องการการผูกขาดข้อมูล เพราะสหรัฐต้องการผูกขาดตลาดด้วย มีผลให้ยาแพงขึ้น ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่สามารถใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือการนำเข้าซ้อนได้ จากการวิเคราะห์ราคายาที่ติดสิทธิบัตรและยาสามัญมีราคาต่างกันถึง 10 เท่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐที่จะบรรจุในเอฟทีเอเป็นการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรจาก 20 ปี เป็น 25 ปี ทำให้ปิดกั้นการศึกษาวิจัยพัฒนาของอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุข ทั้งในการจัดหายาใหม่และจัดหายาให้ทั่วถึงด้วย" ดร.จิราพรกล่าว
ดร.จิราพรกล่าวว่า เนื้อหาการเจรจาที่จะยอมรับไม่ได้ คือ การขยายอายุสิทธิบัตร การผูกขาดข้อมูลการทดลองยา การให้หน่วยงานของรัฐคือ อย.ทำหน้าที่เป็นตำรวจสิทธิบัตร ดังนั้นควรชะลอการเจรจาออกไปจนกว่าจะพร้อม โดยระหว่างนี้ไทยต้องพัฒนาศักยภาพทุกด้านของประเทศในการพึ่งพาตนเอง เช่น อุตสาหกรรมยา และปรับปรุงกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติให้รัดกุม เช่น หลัง 5 ปีควรเปิดให้ยาสามัญเข้ามานับจากวันที่ยานั้นออกสู่ตลาดในประเทศไทย เป็นต้น
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กรรมการผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาในการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐ จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพต่อผู้ป่วยและผู้บริโภคยา เพราะยาที่ติดสิทธิบัตรมีราคาแพง เป็นอุปสรรคในการรับยาของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยเอชไอวี ทั้งยังมีผลกระทบต่อการพึ่งตัวเองของประเทศ แต่เมื่อไทยผลิตยาเองได้ ราคาจะอยู่ที่ 9.6% ของราคายาต่างประเทศ และเกิดกลไกควบคุมราคายาไม่ให้สูงเกินความเป็นจริง
"นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ปัจจุบันประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 3.42% ของจีดีพี แต่ความไม่เป็นธรรมในระบบสุขภาพยังมีอยู่มาก เพราะรัฐใช้จ่ายในระบบประกันสุขภาพน้อยกว่าที่ให้แก่ข้าราชการ ยาที่แพงขึ้นจะเป็นปัญหาต่อระบบหลักประกันสุขภาพ และภาระการคลังของประเทศ ในส่วนของผลต่อระบบประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น จะทำให้ความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในระบบหลักประกันไม่สามารถเกิดได้ และจะก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข เช่น มาตรฐานการรักษา และอาจถูกเรียกเก็บให้จ่ายเพิ่ม" น.ส.สารีกล่าว
ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า การเจรจาเรื่องยาในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-สหรัฐ ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบในเรื่องใด เพราะยังไม่เห็นตัวร่างที่ทางสหรัฐจะยื่นเสนอมา และไม่สามารถคาดเดาได้ จึงต้องรอให้ทางสหรัฐยื่นข้อเสนอมาก่อนในวันพุธที่ 11 ม.ค. อย่างไรก็ตาม แนวทางในการพูดคุยเรื่องดังกล่าว ทางกระทรวงสาธารณสุข โดยรัฐมนตรีว่าการมีนโยบายที่ชัดเจนว่า ให้ยึดตามกรอบของ TRIPS หรือข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก ส่วนจะมีการนำเสนอประเด็นอะไรที่เพิ่มเติมมากไปกว่ากรอบของทริปส์ คงต้องมาศึกษากันอีกที
นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่ระบบสถาบันการเงินของไทยจะแข่งขันได้ในระยะเวลาสั้นหลังมีการเปิดเสรีทางการเงิน เนื่องจากเป็นการแข่งขันในเรื่องของทุน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วไทยแข่งขันไม่ได้ เพราะขนาดของทุนต่างชาติใหญ่โตกว่ามาก อีกทั้งประสบการณ์ในการเจรจาของไทยยังมีไม่มาก โดยเฉพาะการวางแนวทางระยะยาว 30-50 ปี ขณะที่ภาคการเงินเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขีดความสามารถของผู้ควบคุมไม่เพียงพอ
"ประเด็นด้านการเงินน่าจับตามอง เพราะสหรัฐมีประสบการณ์จากการเปิดเอฟทีเอกับชิลีและสิงคโปร์ จึงทำให้การเจรจากับไทยเข้มข้นมากขึ้น ขณะเดียวกันสถาปัตยกรรมด้านการเงินของไทยยังไม่มีด้วยซ้ำว่าในอนาคตจะให้โฉมหน้าภาคการเงินของไทยเป็นอย่างไร เช่น จะมีเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ๆ ไม่กี่รายหรือไม่อย่างไร" นายธวัชชัยกล่าว
น.ส.ปองรัตน์ รัตนตวณานนท์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง ระบุว่า หากมีการเปิดเสรีทางการเงินดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในธุรกิจกลุ่มธนาคาร เนื่องจากประเมินว่าหุ้นกลุ่มธนาคารยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร โดยเฉพาะด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน
น.ส.กิตติมา สัตยพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การเปิดเสรีการเงินจะส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจกลุ่มธนาคารเพิ่มมาก ขณะที่ปัจจุบันธนาคารยังไม่มีความพร้อมในการเปิดเสรีทางการเงิน ซึ่งต้องมีการปรับตัวรองรับความเสี่ยงดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นให้มาก ทั้งในด้านสินค้า การให้บริการ เทคโนโลยี รวมถึงเงินทุน
นายศักดิ์ สรรพานิช นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาในการเจรจาเอฟทีเอ สมาคมยืนยันมาตลอดให้จัดสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ที่เป็นปลาพื้นฐานของคนไทย เป็นสินค้าอ่อนไหว เพื่อให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากรัฐ เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้เลี้ยงและอาชีพต่อเนื่องกว่า 2 ล้านคนที่ปัจจุบันยังไม่พร้อมเปิดเสรี ยังต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อพัฒนา รวมทั้งได้รับการส่งเสริมด้านต่างๆ จากภาครัฐ
ด้านท่าทีของรัฐบาลต่อการคัดค้านการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ได้รับรายงานเรื่องม็อบต่อต้าน ขอเตือนว่าการชุมนุมต้องเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย คือต้องอยู่ในความสงบ ห้ามเกินเลยไปกว่านั้น ห้ามก่อความวุ่นวาย ไม่เช่นนั้นจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด
"ขณะนี้ทราบว่าเป็นการชุมนุมของผู้คนจำนวน 300-400 คน ไม่ได้เป็นหมื่นอย่างที่เป็นข่าว" รมว.มหาดไทยระบุ
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้นำเรื่องการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตนเห็นว่าถ้าเข้าสภาเราก็ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งวันนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายช่วยกันทำ และไม่มีข้อกฎหมายอะไรมากำหนดที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร แต่ละประเทศมีกติกาไม่เหมือนกัน ส่วนที่มีการเคลื่อนไหวเนื่องจากเป็นห่วงในเรื่องของสิทธิประโยชน์นั้น ตรงนี้คงไม่มีคณะกรรมการชุดใดที่มองภาพรวมแล้วเราจะเสียเปรียบ มันเป็นการแลก เพราะเรื่องของการเจรจาเป็นเรื่องของการแลกผลประโยชน์ อาจจะเสียตรงนี้ ได้ตรงนั้น รัฐบาลมีหน้าที่ดูในภาพรวม จุดไหนที่อาจจะได้รับผลกระทบเราก็ต้องหาทางบรรเทา ก็ต้องคำนวณ ชั่งน้ำหนักแล้วอะไรดีก็ต้องทำ
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมจะเปิดเผยข้อมูลการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐแน่นอน ไม่เห็นมีอะไรต้องปิด ไม่รู้ปิดเพื่ออะไร แต่ระหว่างการเจรจายังไม่รู้จะเอาอะไรไปแลก มันเป็นเทคนิคของการเจรจา จะพูดตอนนี้ไม่ได้ ต้องเปิดเผยข้อมูลภายหลังการเจรจาได้ข้อยุติแล้ว
"หลายคนมองว่าตอนนี้เหมือนเราไปยอมเขา เราไม่ได้ยอมหรอก ไม่เข้าใจหรอก เพราะยังไม่รู้จริงๆ ซึ่งในหลักการคือ เราพยายามที่จะให้การเจรจาเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ผมพูดกับทางสหรัฐว่า ไม่ใช่เซ็นแล้วมานั่งร้องไห้ เซ็นแล้วต้องยิ้มได้ทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนการเจรจาครั้งนี้จะได้ข้อยุติเลยหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ เพราะถ้าเราถอยเขาถอยมันก็โอเค แต่ถ้าคนหนึ่งรุกคนหนึ่งถอยมันก็ไม่ได้ ต้องอยู่ที่ว่าทางสหรัฐเสนอมาแล้วเรารับได้หรือไม่ หรือของไทยที่เสนอไปสหรัฐรับได้บ้างไหม ถ้าได้ก็แลกกันได้พอดี"
นายกฯ กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องยาจะแพงขึ้น โดยเฉพาะยารักษาผู้ป่วยเอดส์ ว่าไม่ต้องห่วงเลย เพราะรัฐบาลดูอยู่และมีกรอบอยู่แล้ว ทั้งขององค์การการค้าโลกหรือดับบลิวทีโอด้วย การเจรจาเอฟทีเอจะอยู่ในกรอบเดียวกับดับบลิวทีโอ จะไม่ออกนอกกรอบมากนัก ซึ่งกติกาดับบลิวทีโอจะเป็นกติกาใหญ่สวมอยู่ เป็นการทำย่อยๆ ในกรอบใหญ่ ส่วนที่มีการชุมนุมใหญ่เคลื่อนไหวคัดค้านการเจรจาเอฟทีเอ คงไม่มีอะไร เพราะเรามีการชี้แจงทั้งจากเจ้าหน้าที่และรัฐมนตรี เชื่อว่าการชุมนุมต่อต้านจะไม่บานปลายออกไปแน่ เพราะเรื่องนี้ชี้แจงได้ ซึ่งในวันที่ 10 ม.ค. รัฐมนตรีก็จะไปชี้แจงในสาขาต่างๆ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้โทรศัพท์สายตรงกำชับนายสุวัฒน์ ตันพิพัฒน์ ผวจ.เชียงใหม่ ให้ดูแลกลุ่มผู้คัดค้านการเจรจาเอฟทีเอให้ดี และให้นายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าทีมเจรจารับข้อเสนอทั้งหมดมาประกอบการเจรจา ทั้งนี้ ตนยังได้ย้ำต่อคณะเจรจาทั้ง 22 กลุ่มเมื่อเช้าวันเดียวกัน ให้มีความรอบคอบ และขอให้พบปะกับประธานคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับทราบผลกระทบ ข้อคิดเห็นต่างๆ รวมทั้งได้แนะนำให้ภาคเอกชนเปิดเวทีเพื่อระดมความเห็นโดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาประสานงานกันให้ดีที่สุด เพราะหากการเจรจาครั้งนี้ล้มเหลว จะมีหลายประเทศที่จะได้ประโยชน์จากความล้มเหลวของเรา
รองนายกฯ กล่าวว่า ความจำเป็นที่การเจรจาจะต้องจบในปีนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ทุกฝ่ายต้องการให้มีความคืบหน้ามากที่สุด เราจะพยายามให้ดีที่สุด ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น และการเจรจาครั้งนี้ยอมรับว่าเป็นช่วงที่ยากที่สุดเพราะเป็นการแยกสินค้า ต่างจาก 5 ครั้งที่เป็นการวางกรอบ เชื่อว่าการเจรจาคงจะมีอีกหลายรอบจนกว่าจะสิ้นสุด ดังนั้นช่วงนี้ไปคงจะต้องสื่อความหมายเข้าใจกันให้มาก
"ในส่วนของทรัพย์สินทางปัญญา อะไรที่จะทำให้เราลำบาก เราก็คงไม่ให้ รวมทั้งสิทธิบัตรยา ก็จะต้องดูด้วยว่าดีแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าทางคณะเจรจาของสหรัฐก็เตรียมตัวมาอย่างดี"
ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตหลายฝ่ายว่าผลการเจรจาเอฟทีเอจะเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนบางกลุ่มโดยเฉพาะธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจส่งออกไก่สด นายสมคิดกล่าวว่า รัฐบาลไม่มีทางทำอย่างนั้น กลุ่มคนที่ทำงานด้านนี้ คือข้าราชการ 22 กลุ่ม เขาเตรียมการอย่างดี ทำงานเพื่อประเทศชาติ ปกป้องประโยชน์ของบ้านเมือง เขาทำงานรับใช้ประชาชนอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนมั่นใจ ส่วนที่นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา จะยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐบาลดำเนินการโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภานั้น ตนไม่ทราบและคิดว่าคงไม่เกิดเรื่องนี้
การเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐ รอบที่ 6 เลขานุการของนายนิตย์ พิบูลสงคราม หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยแจ้งว่า จะไม่มีการแถลงข่าวในแต่ละวัน แต่จะแถลงครั้งเดียววันที่ 13 มกราคม ที่กรุงเทพฯ
นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายริชาร์ด ไวท์ ผู้อำนวยการด้านสุขอนามัย และสุขอนามัยพืช และนายแอนดรู เบริสต์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สำนักงานผู้แทนการค้า สหรัฐอเมริกา ได้หารือนอกรอบร่วมกับตน ตกลงที่จะยังไม่นำประเด็นที่สหรัฐต้องการให้ไทยยกเลิกภาษีการนำเข้าเนื้อโค เข้าหารือในที่ประชุมใหญ่เอฟทีเอ เพราะเป็นเรื่องด้านเทคนิค ซึ่งจะยกประเด็นดังกล่าวมาเจรจานอกรอบอีกครั้ง โดยจะตั้งคณะทำงานร่วมกันเจรจาให้ได้ข้อยุติภายใน 15 วัน ส่วนการเจรจาสินค้าประเภทอื่นยังเป็นไปตามกำหนดการเดิมที่วางไว้
ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอ ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะยึดหลักว่าต้องดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย และทางสหรัฐต้องเข้าใจว่าเกษตรกรไทยยังอ่อนแอ เรื่องที่ยังติดขัดต้องหยิบมาเจรจานอกรอบ เพื่อให้สามารถปรับปรุงข้อตกลงจนเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังได้เสนอให้ทางสหรัฐร่วมมือกับไทยในการทำการค้าสินค้าเกษตร เช่น ข้าว แป้งมันสำปะหลัง กับประเทศที่ 3 ที่มีปัญหาเรื่องโควตาการนำเข้าสินค้าเกษตร ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน
ด้านพรรคฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐ ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพราะกรณีของสหรัฐเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่ากรณีอื่น ข้อเรียกร้องของสหรัฐไม่ใช่เรื่องการลดภาษีจากฝ่ายไทย แต่เป็นการขอสิทธิในการเข้ามาประกอบกิจการ หรือการคุ้มครองต่างๆ ซึ่งหมายถึงว่าไทยต้องแก้ไขกฎหมาย และที่สำคัญเมื่อแก้กฎหมายแล้วไม่ใช่เรื่องของการให้ประโยชน์ทางฝ่ายสหรัฐเพียงประเทศเดียว แต่จะกลายเป็นให้กับทุกประเทศเพื่อแลกกับการได้ลดภาษีจากสหรัฐเพียงตลาดเดียว ดังนั้นจะมีประเด็นทั้งในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ข้อกฎหมาย และผลประโยชน์ระยะยาวที่จำเป็นจะต้องดูแล รัฐบาลไม่ควรจะปัดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎร หรือภาคประชาชน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นตัวข้อตกลง แต่ข้อตกลงใดๆ ที่มีผลผูกพันให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแล้วต้องขอความเห็นชอบจากสภา ซึ่งเราเชื่อว่าขณะนี้ข้อเรียกร้องของสหรัฐให้การเปิดธุรกิจบางธุรกิจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ต้องนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาข้อตกลงที่ได้ลงนามไปแล้วกับประเทศอื่นก็ไม่ได้มีความชัดเจนว่าไทยได้เปรียบ และกรณีของสหรัฐก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรที่สามารถตอบได้ว่าไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า หรือจะไม่สูญเสียมากกว่าที่ได้มา ดังนั้นตรงนี้จะต้องให้ทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วม และรัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า พรรคชาติไทยมีความเป็นห่วงมากในเรื่องนี้ จากข้อมูลที่ได้รับพบว่าเราเสียเปรียบในทุกด้าน เช่น ด้านเกษตร เศรษฐกิจ และยารักษาโรค จึงอยากให้มีการชะลอการเจรจาไว้ก่อนเพื่อรวบรวมข้อมูลและมาวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสีย ตอนนี้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้จริง แม้แต่คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งก็ไม่รู้ทุกเรื่อง จึงอยากให้นำข้อเท็จจริงทุกด้านมาเปิดเผยจะได้ช่วยกันกลั่นกรอง
หัวหน้าพรรคชาติไทยเปิดเผยว่า ได้ส่งนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี รองเลขาธิการพรรค และนายยุทธนา โพธสุธน ส.ส.สุพรรณบุรี ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมชาวนาไทย ไปสังเกตการณ์และรวบรวมผลการเจรจาเอฟทีเอที่เชียงใหม่ เพื่อนำมารายงานต่อที่ประชุมพรรคในวันศุกร์ที่ 13 มกราคมนี้ เวลา 13.30 น.
นายบรรหารกล่าวว่า ที่มีการกล่าวหาการเจรจาเอฟทีเอกับสหรัฐ รัฐบาลมุ่งเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนบางกลุ่ม ตนยังไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้ แต่ถ้าจริงส่งผลกระทบเกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อส่วนรวม รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ถ้าต่อไปเปิดเสรีสินค้าเกษตร มีคนยกเรื่องการจดสิทธิบัตรข้าวหอมมะลิขึ้นมาอ้าง ชาวนาไทยจะขายข้าวให้ใครได้ ชาวนาก็จะลำบาก ตนจึงเห็นว่าควรนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาเพื่อช่วยกันกลั่นกรอง รัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่แล้วจะไปกลัวอะไร การเอาเข้าสภาก็เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ ที่บางเรื่องรัฐบาลอาจจะไม่ทราบ ยืดเวลาไปอีก 4-5 เดือนคงไม่มีปัญหา อะไรที่เราอาจจะเสียเปรียบจะไปเร่งรีบทำไม.
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยโพส