มีคนเคยกล่าวว่ากระทรวงแรงงานเป็นเพียงที่เก็บ "อะไหล่ทางการเมือง" ท่าจะดูสมจริงขึ้นทุกวัน เพราะในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง และผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายราชการประจำ ต่างถูกส่งมาประจำการในกระทรวงแห่งนี้ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่ปกติ
รัฐบาลทักษิณ 1 ส่งนายเดช บุญ-หลง จากพรรคชาติไทยมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอยู่ 1 ปี 8 เดือน ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาคือนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ซึ่งขณะนั้นการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคไทยรักไทยกำลังคุกรุ่นด้วยความไม่พอใจที่นายสุวัจน์ยังไม่ตกปากรับคำว่าจะโอนไปควบรวมกิจการกับพรรคไทยรักไทยหรือไม่ ทำให้นายสุวัจน์ถูกจัดวางไว้กระทรวงแรงงานซึ่งถือว่าเป็นกระทรวงเกรดซี แต่นายสุวัจน์ก็อยู่ได้เพียง 6 เดือน จึงถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี และได้นางอุไรวรรณ เทียนทอง มาดำรงตำแหน่งแทน
นางอุไรวรรณเข้ามาดำรงตำแหน่งอยู่ได้ 1 ปี 4 เดือน จนหมดวาระของรัฐบาล หลังการเลือกตั้งกระทรวงแรงงานได้รัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อนายสรอรรถ กลิ่นประทุม แต่อยู่เพียงสั้นๆ 6 เดือน เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระหว่างนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯสมัยนั้น ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มวังน้ำยม และนายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะปัญหาโครงการโคล้านตัว ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณก็แก้ปัญหาด้วยการโยกนายสมศักดิ์มาดำรงตำแหน่งในกระทรวงแรงงาน
เขียนปะข้างฝาไว้ได้เลยว่านายสมศักดิ์คงนั่งตำแหน่งนี้อีกไม่นาน ก็ต้องโยกไปกระทรวงใหญ่กว่านี้
เมื่อมีการปรับเปลี่ยนฝ่ายนโยบายอยู่บ่อยครั้ง แทนที่จะมีฝ่ายประจำเป็นหลักไว้คอยสานต่องาน กลับปรากฏว่าตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานกลับถูกสับเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่นไม่แพ้ฝ่ายการเมือง
ครั้งแรกของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กระทรวงแรงงานมีปลัดกระทรวงชื่อนายอิระวัชร์ จันทรประเสริฐ แต่เมื่อเกิดคดีอื้อฉาวเรื่องงาบหัวคิวแรงงาน ทำให้นายอิระวัชร์หลุดจากตำแหน่ง พอถึงฤดูโยกย้ายกระทรวงแรงงานก็ได้ปลัดคนใหม่ชื่อนายอภัย จันทนจุลกะ ซึ่งถูกโยกมาจากกรมการปกครอง เพื่อแก้ปัญหาเสือ 2 ตัว อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ พ.ต.ท.ทักษิณเลือกที่จะแต่งตั้งนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่เกรงว่าจะตอบสังคมและนายอภัยลำบาก เพราะนายอภัยมีอาวุโสสูงสุดในกระทรวงคลองหลอด จึงมอบตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานไว้ปลอบใจ
แต่นายอภัยอยู่ที่นี่เพียง 1 ปี พ.ต.ท.ทักษิณก็ขอขมาโทษนายอภัยด้วยการย้ายไปไปอยู่กับทรวงที่ใหญ่กว่า คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และโยกนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รองปลัดกระทรวง พม. มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานแทน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 เป็นต้นมา
ข้าราชการระดับหัวของกระทรวงแรงงานส่องประกายความหวังขึ้นมาบ้างว่าอาจมีต้นไม้ได้โตในกระถางแรงงาน เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 9 เดือน นายจารุพงศ์ก็จะเกษียณอายุ ซึ่งขณะนี้แคนดิเดทหลายคนกำลังตั้งใจและเอาใจสร้างผลงานให้เข้าตาฝ่ายการเมือง คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเกษียณอายุปี 2551 ไม่ว่าจะเป็นนายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ซึ่งทำงานเข้าตานายสมศักดิ์ยิ่งนัก นายสุรินทร์ จิระวิศิษฏ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน หรือนายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี อธิบดีกรมการจัดหางาน
แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาให้น้องเขยที่ต่ออายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมมาแล้วถึง 2 ครั้ง ด้วยการนำแปะไว้ที่กระทรวงแรงงาน ทำให้ความหวังของบิ๊กๆ ในกระทรวงแรงงานพลอยดับวูบ เพราะส่วนใหญ่เหลืออายุราชการหลังจากที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกษียณราชการในปี 2450 อีกเพียง 1 ปี ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้มีอายุราชการอย่างน้อย 2 ปี เว้นแต่เมื่อนายจารุพงศ์เกษียณอายุที่กระทรวงยุติธรรมแล้วโยกนายสมชายกลับบ้านเก่า
"นายกฯคนนี้เขาไม่ได้ใส่ใจงานด้านแรงงานหรอก" คำพูดของผู้อาวุโสด้านแรงงานคนหนึ่ง ได้ให้มุมมองสะท้อนความจริงไว้ได้ใจความที่สุด เพราะแม้รัฐบาลชุดนี้ได้เขียนนโยบายด้านแรงงานไว้เสียสวยหรู แต่เอาเข้าจริงๆ ตลอด 5 ปีที่พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร แทบไม่มีรูปธรรมโครงการใดๆ ที่เป็นผลบวกกับกรรมกรและลูกจ้างเลย
ที่น่าเจ็บปวดกว่านั้นคือ นอกจากไม่เดินหน้าแก้ไขปัญหาของกลุ่มผู้ใช้แรงงานแล้ว ผู้นำรัฐบาลยังใช้กระทรวงแรงงานเป็นแหล่งรองรับ หรือแก้ปัญหาภายในพรรคไทยรักไทยและคนในครอบครัวอีกต่างหาก
ดูแล้วอนาคตของคนงานและข้าราชการในกระทรวงแรงงานช่างว้าเหว่และมืดมนเสียจริงๆ
แหล่งข่าว : เครือมติชน ภาสกร จำลองราช [email protected]