คำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดที่มีคำสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) 2 ฉบับ ในการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม อันเป็นผลจากการดำเนินการในขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญในการเปลี่ยนทุนของ กฟผ.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดผลกระทบตามมาในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อตัวองค์กร หรือผลกระทบด้านสังคม
แม้ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ นายกรัฐมนตรี และบรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จะยังยืนกรานว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคของกฎหมาย จึงไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใดก็ตาม
แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดนั้น ก็ได้ปรากฏให้เห็นแล้ว และอาจก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดของเครือข่ายผู้บริโภคที่จะยื่นคำร้องคัดค้านในกรณีรัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งหากทำกันแบบเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ก็จะเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง
จนแม้แต่ "ทนง พิทยะ" รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอง ก็ยอมรับว่า หากเป็นการตรวจสอบย้อนหลังไปยังรัฐวิสาหกิจที่เข้าตลาดหุ้นไปแล้ว จะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศถึงขั้นมีแนวโน้มวิกฤติได้ ดังนั้น จึงควรจะมองไปข้างหน้าในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นดีกว่าการเช็คบิลย้อนหลัง
นั่นอาจส่อให้เห็นได้ในทางหนึ่งว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมา ก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเช่นกัน เพียงแต่ไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบหรือคัดค้านจริงจังเหมือนกับกรณีของ กฟผ.
ดังนั้น ในกรณีของ กฟผ. จึงนับว่าโชคดีอย่างยิ่ง ที่ศาลปกครองสูงสุด อันเป็นองค์กรอิสระซึ่งอาจจะเพียงองค์กรเดียวในขณะนี้ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน เข้ามาช่วยเบรกไม่ให้มีการกระจายหุ้นให้ประชาชนทั่วไป เพราะหากว่า กฟผ.สามารถเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไปเรียบร้อยแล้ว มีคำตัดสินเพิกถอน พ.ร.ฎ.ตามมาทีหลัง รับรองว่า จากรุ่งก็จะกลายเป็นยุ่งอย่างแน่นอน
ไม่ต้องดูอื่นดูไกล เอาแค่การแก้ปัญหาหลังจากขายหุ้นให้พนักงานของ กฟผ. ก็แล้วกัน ต้องวุ่นวายหาเงินหาทองมาซื้อหุ้นคืน รวมเม็ดเงินเบ็ดเสร็จกว่า 7 พันล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้นในการซื้อหุ้น 5,103 ล้านบาท เงินภาษีอีก 1,818 ล้านบาท แถมด้วยดอกเบี้ยที่พนักงานไปกู้ยืมมาซื้อหุ้นอีก 100 ล้านบาท
โดยเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยนั้น ต้องบอกว่าเป็นเงินที่ กฟผ.เป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุ ทำให้อยากรู้เหมือนกันว่า หากประชาชนกู้หนี้ยืมสินมาซื้อหุ้น กฟผ.จะมีใครมารับผิดชอบดอกเบี้ยให้หรือไม่ เพราะจริงๆ แล้วการลงทุนในหุ้น เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ดังนั้น ก่อนจะซื้อหุ้น กฟผ.ควรศึกษาให้ดีก่อนใช่หรือไม่
แหล่งข่าว : คมชัดลึก / 27 มี.ค. 49