เอดีบีแนะตั้ง กบช. เน้นแรงงานในระบบ 13 ล้านคนก่อน

เอดีบีแนะตั้ง กบช. เน้นแรงงานในระบบ 13 ล้านคนก่อน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เสนอแนวทางการตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนภาคบังคับ เพื่อดูแลเงินออมระยะยาวให้คนทำงานหลังเกษียณอายุ เบื้องต้นจะครอบคลุมแรงงานในระบบ 13 ล้านคน ประเดิมปี 2551 ใช้บังคับกับสถานประกอบการขนาดใหญ่ก่อน กระทรวงการคลังคาดสรุปกรอบทั้งหมดได้เดือนธันวาคมนี้

นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้ง กบช. ว่า คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง กบช. ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า การปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกไปสู่ความยากจนหลังเกษียณอายุการทำงาน เป็นการเพิ่มเงินออมระยะยาว และพัฒนาตลาดทุนของประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญจากเอดีบี ได้เสนอกรอบ กบช. เบื้องต้นไว้หลายประการ เพื่อให้ครอบคลุมแรงงานในระบบ 13 ล้านคน ซึ่งในปี 2551 จะเริ่มการบังคับใช้กองทุนสำหรับสถานประกอบการที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป จากนั้น ในปี 2556 และขยายไปยังสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 – 99 คน และในปี 2561 จึงขยายไปยังสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 – 10 คน และหากมีการเคลื่อนย้ายแรงงานและการโอนกองทุน เห็นว่าการแยกระบบการออมของข้าราชการ แรงงานเอกชน และแรงงานนอกระบบออกจากกันในปัจจุบัน จะต้องมีระบบการโอนย้ายแรงงานของทุกกองทุน หากเมื่อใครย้ายไปทำงาน หรือเปลี่ยนที่ทำงานใหม่ เพื่อดูการไหลเงินข้ากองทุนและการคำนวณผลประโยชน์ทดแทน

ส่วนอัตราการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนั้น ทั้งลูกจ้างและนายจ้างควรเริ่มจ่ายเงินสมทบเริ่มต้นที่ร้อยละ 3 ของค่าจ้างแต่ละฝ่ายในระยะเริ่มต้น และทยอยปรับเพิ่มขึ้นเพื่อให้ผลประโยชน์ที่ได้จาก กบช. เมื่อรวมกับกองทุนประกันสังคมกรณีชราภาพแล้วได้ถึงร้อยละ 50 ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย และเห็นว่าสมาชิกควรเกษียณอายุที่ 60 ปี เนื่องจากข้อกำหนดเดิมที่เกษียณอายุ 55 ปี ถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศ ขณะที่ผลประโยชน์ของกองทุน ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า ควรจ่ายเป็นรายงวด ในจำนวนผลประโยชน์ทดแทนที่ร้อยละ 50 ของเงินเดือน เดือนสุดท้าย และส่วนที่เกินจากนั้นให้สามารถเลือกรับเป็นรายงวด หรือรับเป็นเงินก้อน

นายนริศ กล่าวอีกว่า ผู้เชี่ยวชาญของเอดีบี เห็นว่าควรยกเว้นภาษีของเงิน 2 ส่วน คือ เงินสะสม ผลประโยชน์เงินสะสม และเงินสมทบ ส่วนเงินผลประโยชน์ที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุ เห็นว่าควรจะเสียภาษี เพราะทุกคนต้องเสียภาษีเมื่อมีรายได้ แต่หากใครมีรายได้ในเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้รับการยกเว้นภาษีให้แก่คนชราอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้จ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วอย่างน้อยร้อยละ 3 ในแต่ละฝ่าย ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเข้า กบช. อีก และควรแยกบัญชีกองทุนภาคบังคับออกจากภาคสมัครใจ รวมทั้งพิจารณาถึงเงินไหลเข้ากองทุนให้เหมาะสมกับการจ่ายผลประโยชน์ทดแทน ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย

สำหรับการกำหนดนโยบาย กบช. นั้น ผู้เชี่ยวชาญเอดีบี เสนอว่า ควรมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายเงินออมเพื่อการเกษียณอายุ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และควรมีการตั้งสำนักงาน กบช. เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายภาคบังคับ มีกฎหมายรับรองเหมือนกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งคณะกรรมการจะสรุปกรอบทั้งหมดได้ประมาณเดือนธันวาคมนี้ ส่วนการเริ่มจัดตั้งกองทุนก็เป็นเรื่องการพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่ ขณะเดียวกัน ยังมีการเสนอให้ปรับปรุงกองทุนประกันสังคม โดยควรจะแยกการบริหารเงินกองทุนสำหรับเงินกองทุนที่มีการจ่ายผลประโยชน์ระยะสั้นออกจากผลประโยชน์ระยะยาวและการปรับอัตราสมทบในเวลาที่เหมาะสม

 

 

แหล่งข่าว : ผู้จัดการ / 29 มี.ค. 49




ลงวันที่ 03/04/2006 05:06:48
จำนวนผู้ชม 1677 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์