เตรียมทวงคืนปตท. เมษานี้

เตรียมทวงคืนปตท. เมษานี้ | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



ประชาไท—31 มี.ค.2549 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม เวลา 13.30น. องค์กรผู้บริโภค กลุ่มพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสภาทนายความ ร่วมแถลงการณ์ แนวทางการดำเนินคดีฟ้องร้องเพื่อนำปตท. กลับคืนสู่ความเป็นสมบัติของประชาชน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กรรมการผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า องค์กรผู้บริโภคและเครือข่ายต่างๆ จะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกา ทั้ง 2 ฉบับ ที่ใช้ในการแปลงสภาพ ปตท. ภายในเดือนเมษายนนี้

โดยเหตุผลที่จะยื่นฟ้อง เนื่องจากพบว่า 1.มีผลประโยชน์ทับซ้อนในบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) อย่างรุนแรง และปรากฏให้เห็นชัดเจนว่ามีกลุ่มทุนไม่กี่ตระกูลได้รับผลประโยชน์ จากการนำ ปตท.แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทั้งก่อนแปรรูปและหลังแปรรูปแล้ว ดังนั้น การฟ้องร้องปตท. และการสืบสวนข้อเท็จจริงในครั้งนี้ จะนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูล เส้นสายโยงใย ความทับซ้อนกับธุรกิจการเมืองและระบอบทักษิณ ที่ครอบงำสังคมไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี

2.ปตท.ทำผิดเงื่อนไขต่อผู้บริโภคหลายประการ โดยเฉพาะการยังคงอำนาจในการผูกขาดท่อก๊าซและการไม่มีองค์กรกำกับดูแลเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากมีการแปรรูปเพราะต้องซื้อก๊าซที่ผูกขาดราคาแพง รวมถึงก๊าซหุงต้มที่แพงขึ้นเกือบสองเท่า เช่น ก๊าซหุงต้มขนาด 15 กิโลกรัม ปรับราคาจาก 150 บาทเป็น 300 บาท เป็นต้น ถือเป็นการสร้างภาระให้ผู้บริโภคและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกครัวเรือน และเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย

3.ปตท.ไม่ได้มีท่าทีว่าจะดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวนและมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้เห็นได้จากการให้ข่าวที่อ้างว่า หากมีการแยกท่อก๊าซปตท. ต้องรับภาระภาษีมากกว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่กำไรของ ปตท.ในรอบปีที่ผ่านมาสูงถึง 83,000 ล้านบาท หรือนี่เป็นนิสัยถาวรของระบอบทักษิณที่ไม่ยอมจ่ายภาษี

4.ข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่า หากฟ้องกรณีปตท.จะเป็นการทำลายเศรษฐกิจ หากย้อนกลับไปดูกรณี กฟผ.ที่มูลนิธิฯ ได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 48 ขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินชี้ชัดว่าไม่ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจเสียหาย กลับทำให้นักลงทุนกล้ามาลงทุนมากขึ้นเพราะประเทศไทยมีหลักธรรมาภิบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับการแปรรูปปตท.ได้ทำลายหลักธรรมาภิบาลไปมาก โดยเฉพาะการขายหุ้นหมดภายในเวลา 1 นาที 17 วินาที

คำพิพากษาให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกา ทั้ง 2 ฉบับ ของศาลปกครองสะท้อนให้เห็นความเป็นอิสระของอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการที่ชัดเจนซึ่งยิ่งเพิ่มเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น จึงคิดว่า การฟ้องครั้งนี้มีความสำคัญมาก หากกลับไปดูจะเห็นว่าทรัพย์สินของ ปตท.ขณะนี้มีกำไรถึง 183,000 ล้านบาท ที่เกิดจากมูลค่าหุ้นที่นำไปขายในตลาดหลักทรัพย์ที่วันแรกมีราคาเพียง 35 บาท ต่อมามีราคาสูงถึง 215 บาท ซึ่งกำไรตรงนี้สามารถนำไปทำโครงการ 30 บาทได้ 3 ปีหรือทำกิจการที่เกี่ยวกับบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานได้อีกมาก เพราะฉะนั้นการฟ้องครั้งนี้จึงจำเป็น

ทั้งนี้ คนที่จะร่วมฟ้องจะเป็นผู้ใหญ่ที่สังคมให้การยอมรับ รวมทั้งกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ โดยจะพยายามฟ้องให้มีความรอบด้านมากที่สุด ฟ้องครบทุกประเด็นมากกว่ากรณี กฟผ.

ย้ำเอาปตท.คืนประชาชน-จับตาผลประโยชน์ทับซ้อน มนู-วิเศษ

ด้านนางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง ปตท.คือ การที่จะต้องเอาอำนาจรัฐ อำนาจมหาชนที่ติดเข้าไปใน ปตท.กลับมาให้ได้ เหมือนกรณี กฟผ.ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ปตท.ไม่มีใครสามารถสร้างความสั่นสะเทือน

การที่บอกจะแยกระบบท่อส่งก๊าซก็ไม่ได้ดำเนินการ แต่เมื่อเย็นวันก่อน ผู้บริหาร ปตท. ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะแยกท่อส่งก๊าซ แต่ตีความได้ว่า คงจะตั้งบริษัทลูกขึ้นมา ซึ่งเป็นเพียงขายผ้าเอาหน้ารอดไปเท่านั้น และกิจการท่อก็จะเป็นเพียงบริษัทในเครือของ ปตท.

ขณะนี้ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะตั้งบริษัทลูกหรือไม่ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าการลิดรอนสิทธิก็ยังคงมีต่อไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ปตท. คงจะมีลักษณะคล้ายกับ กฟผ.เราต้องการดึงอำนาจมหาชน อำนาจรัฐ กิจการผูกขาดที่ควรเป็นของรัฐ ของประชาชนกลับมา ไม่ใช่แค่ตั้งบริษัทลูก หรืออนาคตจะมีการตั้งองค์กรกำกับกิจการก๊าซ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

มีบุคคล 2 คนน่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแปรรูป ปตท. คือ นายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท ปตท. และนายมนู ก็รับหุ้น ปตท.และยังเป็นประธานของบมจ. ปตท.อีก จึงไม่แน่ใจว่ามีผลประโยชน์ขัดกับกฎหมายหรือไม่ เพราะตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจระบุว่า กรรมการเตรียมการจัดตั้งจะต้องไม่รับหุ้นที่เกี่ยวข้องภายใน 3 ปี

อีกคนคือ นายวิเศษ จูภิบาล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อดีตผู้ว่าการ ปตท.ในช่วงที่มีการแปรรูป ปตท. และเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. ก็ต้องตีความตามกฎหมายว่า การพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่แล้ว ยังถือหุ้นได้อยู่ไหม

พบ “โอฬาร” โยงใย 3 ธุรกิจ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล กรรมการสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า จากการที่ศาลปกครองชี้ว่า นายโอฬาร ไชยประวัติ มีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างชินคอร์ปและกฟผ. จึงเป็นบรรทัดฐานให้เข้าไปตรวจสอบความเชื่อมโยงในตำแหน่งอื่นๆ พบว่า นายโอฬาร ไชยประวัติ มีตำแหน่งใน 3 ธุรกิจ คือ พลังงาน การเงิน และสายการบิน

โดยนายโอฬาร เป็นประธานกรรมการตรวจสอบ บมจ.ชินคอร์ป ตั้งแต่ ปี 2541 เป็นทั้งกรรมการบริหาร ปตท.และเป็นกรรมการในการเตรียมการจัดตั้งบมจ. กฟผ.ในช่วงปี 2546 และในปีต่อมา ก็เป็นกรรมการในบริษัทไทยออยล์ที่ ปตท.ถือหุ้นใหญ่ และทั้งยังเป็นรองประธานกลุ่มชินคอร์ปอีกด้วย

ในกลุ่มสายการบิน เป็นกรรมการในการบินไทยและแอร์เอเชียซึ่งเป็นบริษัทลูกของชินคอร์ป ซึ่งจะพบว่าการบินไทยยกเลิกเส้นทางการบินที่ทำรายได้หลายเส้นทางยกให้กับแอร์เอเชีย

กลุ่มการเงิน นายโอฬารเป็นกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ที่ปล่อยกู้ให้กลุ่มเทมาเส็ก ที่เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ป และธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้นในบริษัทกุหลาบแก้วซึ่งเข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ป 9.9% ซึ่งไม่ถึง 10% จึงไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

 

แหล่งข่าว : ประชาไท / 31 มี.ค. 49




ลงวันที่ 03/04/2006 05:10:00
จำนวนผู้ชม 1630 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์