40 ปี ของการพัฒนาอุตสาหกรรม จากการพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ในช่วงปี 2503-2528 สู่การเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นไปสู่ระดับแนวหน้าของประเทศอุตสาหกรรมใหม่
แต่อย่างไรก็ตาม การวัดความสำเร็จของการพัฒนาโดยพิจารณาจากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP : Gross Domestic Product) หรือรายได้ประชาชาติเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ได้สะท้อนตัวเลขแท้จริง เพราะยังไม่ได้นับรวมต้นทุนทางสังคม (ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) ซึ่งต้นทุนเหล่านี้เป็น “ต้นทุนแอบแฝง” ภายใต้กระบวนการเร่งรัดการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งผลกระทบทางด้านคุณภาพชีวิตและจิตใจ ซึ่งไม่สามารถเรียกกลับคืนได้
1.โศกนาฏกรรมแรงงานที่ยังเกิดขึ้นซ้ำซาก
แม้ว่า ทางรัฐบาลจะจัดตั้งกระทรวงแรงงาน ออกกฎหมายและระเบียบของกระทรวงเพื่อให้การคุ้มครองแก่คนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีกองทุนเงินทดแทน การประกันสังคม และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนกองตรวจโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่สามารถป้องกันปัญหาได้
โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของโศกนาฏกรรมในโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 ถึงปัจจุบัน มีข่าวที่สร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วโลกถึง 4 กรณี ได้แก่ กรณีไฟไหม้โรงงานเคเดอร์ (10 พ.ค. 2536) มีคนงานวัยหนุ่มสาวตายถึง 188 ราย บาดเจ็บกว่า 400 ราย, กรณีโรงแรมรอยัลพลาซ่าถล่ม (13 ส.ค. 2536) มีคนงาน ข้าราชการ นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 157 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย, กรณีไฟไหม้โรงแรมรอยัลจอมเทียนรีสอร์ต (11 ก.ค. 2540) ทำให้คนงาน นักท่องเที่ยว และพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เสียชีวิตรวมทั้งหมด 91 ราย บาดเจ็บกว่า 50 ราย และกรณีโรงงานอบลำไย บริษัท หงษ์ไทยเกษตรพัฒนา จำกัด เกิดระเบิดที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ (19 ก.ย. 2542) ส่งผลให้คนงานเสียชีวิต 36 ราย บาดเจ็บสาหัส 2 ราย ชุมชนบริเวณรอบโรงงานรัศมี 1 กิโลเมตร ได้รับความเสียหาย 571 หลังคาเรือน (บ้าน, วัด, โรงเรียน และโรงพยาบาล) และชาวบ้านบาดเจ็บ 160 ราย
เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในแต่ละปีมีผู้รับเคราะห์จำนวนมาก ซึ่งก็หนีไม่พ้นครอบครัวคนงาน ชุมชนที่ตกเป็นเหยื่อ หรือ “ผู้รับเคราะห์จากการพัฒนา”
2. สถิติการประสบอันตรายจากการทำงาน
จากสถิติของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน พบว่า ในเดือนพฤษภาคม ปี 2547 มีลูกจ้างในข่ายของกองทุนเงินทดแทน จำนวน 7.62 ล้านคนของกำลังแรงงาน 33.15 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 21.7 ขณะที่สถิติในปีเดียวกัน มีคนงานที่ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน จำนวนรวมทั้งสิ้น 215,534 ราย ในจำนวนนี้ ประมาณ 600 รายที่ประสบอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
แต่ถ้าพิจารณาแนวโน้มการประสบอันตรายในช่วงยาว ตั้งแต่ปี 2517 (นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุนเงินทดแทน) ถึงปี 2547 มีข้อสังเกตว่า ช่วงที่รัฐบาลหันมาเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม เร่งการส่งออก ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา ปัญหาสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
จากรายงานของสำนักงานกองทุนเงินทดแทน พบว่า ตัวเลขการบาดเจ็บจากการทำงาน ในปี 2534 ได้เพิ่มขึ้นไปถึงหลักแสน (17 ปี หลังจากมีการจัดตั้งกองทุนเงินทดแทน) และเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัวในเวลาเพียงแค่ 4 ปี นั่นก็คือ 216,335 รายในปี 2538 แม้เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จะทำให้จำนวนผู้ประสบอันตรายลดลงมาบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
เมื่อคิดอัตราการประสบอันตรายต่อลูกจ้าง 1,000 คน ระหว่างปี 2535-2539 โดยมีอัตราต่อลูกจ้าง 1,000 คน ในทุกกรณี เฉลี่ยที่ 45 จากปี 2540 เป็นต้นมา พบว่า อัตราการประสบอันตรายจากการทำงานมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ มีค่าเท่ากับ 39.5 ต่อ 1,000 คน ในปี 2540, 36.2 ในปี 2541, 32.3 ในปี 2542 และ 29.9 ในปี 2546
แต่เมื่อเปรียบเทียบสถิติการประสบอันตรายจากการทำงานกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษ ซึ่งมีอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานต่อลูกจ้าง 1,000 คน อยู่ที่ต่ำกว่า 10 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีอัตราการประสบอันตรายจากการทำงานค่อนข้างสูงมาก
3. การประสบอันตรายด้วยโรคจากการทำงาน : มิติทางเพศ
ในปี 2547 มีลูกจ้างอยู่ในประกันสังคม จำนวนทั้งหมดประมาณ 7-8 ล้านคน แยกเป็นชาย 3.9 ล้านคน และหญิง 3.9 ล้านคน สถิติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หญิง-ชาย มีบทบาทสำคัญในการทำงานนอกภาคเกษตรกรรม เมื่อพิจารณาลูกจ้างในโรงงานที่อยู่ในข่ายของกองทุนเงินทดแทน มีจำนวนทั้งหมด 7.3 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสถิติการประสบอันตรายจากการทำงาน ลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงานในปี 2547 มีจำนวนทั้งหมด 215,534 คน แยกเป็นชาย 172,691 คน และหญิง 42,834 คน ตัวเลขการประสบอันตราย ในช่วงปี 2540-2547 จำแนกตามเพศ ก็แสดงแนวโน้มเดียวกัน
การพิจารณาเพียงสถิติที่รายงานโดยทางการ อาจจะนำมาสู่การสรุปแบบรวบรัดว่า คนงานชายประสบอันตรายมากกว่าคนงานหญิงถึง 3 เท่าในแต่ละปี แต่นี่อาจจะเป็นการสรุปที่ผิด เพราะการประสบอันตราย โดยเฉพาะโรคอันเนื่องมาจากการทำงาน มักจะถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ด้วยสาเหตุต่างๆ
(1) คนงานหญิงมักจะประสบปัญหาการเป็นโรคจากการทำงานหรืออาชีวอนามัย ทั้งนี้ เพราะการเข้าสู่อุตสาหกรรมของแรงงานหญิงมักจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้า มักจะมีปัญหาการกระจายของฝุ่น ฝุ่นฝ้าย และเสียงของเครื่องจักร
อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ดูภายนอกสะอาด แต่ก็ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของตะกั่วในกระบวนการผลิต และของเสียทางอุตสาหกรรม เช่น การปนเปื้อนของสารเคมีบริเวณรอบโรงงานและแหล่งน้ำใต้ดิน คนงานหญิง (รวมทั้งชุมชนรอบโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรม) มักจะเผชิญกับภัยคุกคามของ “โรคที่มองไม่เห็น” (non visible) จึงง่ายต่อการถูกปฏิเสธว่า ไม่ป่วยจากการทำงานและไม่ถูกแจงนับในสถิติของทางการ เพราะถูกวินิจฉัยว่า ไม่ป่วยจากการทำงาน
การรวมตัวของกลุ่มคนงานที่ป่วยจากการทำงาน โดยการจัดตั้งสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย (WEPT : The Council of Work and Environment Related Patients’ Network of Thailand) เพื่อต่อสู้ในการเข้าถึงสิทธิ เช่น สิทธิที่จะได้รับการชดเชย ประเมิน และทดแทนการสูญเสีย การเข้าถึงการรักษาพยาบาลและฟื้นฟูสุขภาพ จึงเป็นตัวสะท้อนข้อเท็จจริงนี้ได้ดี
(2) จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคจากการทำงานที่ถูกวินิจฉัย ประเมิน และทดแทนการสูญเสียในแต่ละปี มีจำนวนค่อนข้างต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวคือ ในแต่ละปี จะมีไม่เกิน 100 คนโดยประมาณ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า คนงานที่ป่วยด้วยโรคจากการทำงาน ถูกแนะนำให้ไปใช้ประกันสังคม หรือไม่ทราบสิทธิของตน
ผลการศึกษา 5 กรณีศึกษาของผู้ถูกกระทบ กล่าวคือ กรณีผู้ถูกกระทบคนงานเคเดอร์, กรณีโรงงานลำไยระเบิด, กรณีผู้ป่วยฝุ่นฝ้าย, กรณีผู้ป่วยชุมชนแม่เมาะ และกรณีชุมชนคลองเตยที่ถูกกระทบจากสารเคมีระเบิด ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ดำเนินการภายใต้โครงการวิจัย เรื่อง สุขภาพและความปลอดภัยกับการมีส่วนร่วมของคนงาน/ ผู้ถูกกระทบในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ทุนสนับสนุนจาก แผนงานพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
จากผลการศึกษา 5 กรณีศึกษา จะเห็นได้ว่า มิติของผู้ถูกกระทบไม่ได้มีมิติเดียว หรือจนลง หรือขาดรายได้ ซึ่งไม่สามารถใช้ income criteria (เกณฑ์รายได้) มาเป็นมิติเดียวในการชดเชยได้ เพราะการพัฒนาที่ขาดระบบที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน หรือระบบคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยรองรับ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยในหลายมิติ ทั้งที่เป็นมิติร่วมและแตกต่างกัน
มิติร่วมกันของ 5 กรณีศึกษา คือ ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของครอบครัว กล่าวได้ว่า คนงานหรือชุมชนผู้ถูกกระทบล้วนแล้วแต่มีฐานะยากจน คนงานที่มาขายแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เป็นคนจนในชนบท กล่าวคือ จนที่ดิน จนโอกาสในการศึกษา จนรายได้ จึงต้องกลายมาเป็นแรงงานอพยพ ต้องหาเงินเลี้ยงตัว หรือเลี้ยงครอบครัวและลูกที่ส่งไปอยู่ในชนบท
ดังนั้น ปัญหาสุขภาพและความปลอดภัย เมื่อเกิดโศกนาฏกรรม เช่น การเสียชีวิตของหัวหน้าครอบครัว หรือผู้ที่ทำงานหารายได้หลัก จะส่งผลกระทบค่อนข้างฉับพลัน โดยเฉพาะต่อรายได้การยังชีพของครอบครัว และขาดความมั่นคงในการดำเนินชีวิต บางรายต้องจนลงไป หรือมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำลง
ถ้าจะถามว่า ระบบคุ้มครองทางสังคมของรัฐ ช่วยเหลือได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกองทุนเงินทดแทน คงต้องตอบว่า สามารถช่วยเหลือได้เพียงขั้นต้นแต่ไม่สามารถช่วยเหลือในระยะยาวได้ คือการที่จะทำให้ครอบครัวผู้ถูกกระทบเหล่านี้มีโอกาสในชีวิตอีกครั้ง โดยเฉพาะการสร้างอาชีพ
ในกรณีครอบครัวคนงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ ซึ่งใน 188 คน เป็นหญิง 174 คน กับกรณีผู้เสียชีวิตจากโรงงานลำไยระเบิด จำนวน 36 คน ส่วนใหญ่เป็นชาย จะมีปัญหาการจัดการครอบครัวที่ต่างกัน ผู้หญิงจะสามารถจัดการกับปัญหาครอบครัวได้ดีกว่า สามารถรักษาครอบครัวไว้ได้ และให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็ก รวมทั้งการมองถึงอนาคตข้างหน้า แต่ก็ต้องแลกกับการทำงานที่หนัก เพราะเป็นทั้งพ่อ (ทำงานนอกบ้านเพื่อหารายได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้ค่าจ้างต่ำกว่าผู้ชายอยู่แล้ว และเป็นเศรษฐกิจนอกระบบหรือผิดกฎหมาย เช่น ขายหวย) และแม่ (ดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัว) และเลี้ยงลูก
แต่สำหรับผู้ชาย เช่น กรณีเคเดอร์ ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้คือ การเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพ่อและแม่ มาเลี้ยงดูครอบครัวและลูก จึงมักจะทำให้ครอบครัวแตกแยก เช่น พ่อติดเหล้า ทิ้งลูกแต่งงานใหม่ ไม่รับผิดชอบในการเลี้ยงเด็กแต่ส่งให้ยายหรือย่าเลี้ยง ฯ ประเด็นที่น่าคิดคือ ผู้ชายกลับตกเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่เสียเอง ขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ถูกปล่อยให้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสังคมที่ชายและหญิงมีโอกาสที่ไม่เหมือนกัน
ปัญหาร่วมกันของกรณีเคเดอร์และโรงงานลำไยระเบิด คือ ผลกระทบทางด้านจิตใจ ทั้งชายและหญิงที่คนซึ่งตนรักเสียชีวิต จะเป็นการสูญเสียค่อนข้างฉับพลัน และส่งผลต่อภาวะทางจิตใจอย่างรุนแรง ขาดคู่คิด แต่การแก้ปัญหาความทุกข์นี้จะต่างกัน โดยผู้ชายจะเที่ยวและกินเหล้า แก้ปัญหาโดยการแต่งงานใหม่ แต่ผู้หญิงจะคิดถึงลูกก่อนหางาน ไม่เลือกงาน เข้าหาศาสนา และจะเข้าหากระบวนการรวมกลุ่มในชุมชน
นอกจากนี้ ทั้ง 2 คดี เป็นคดีอาญา แต่ผู้ที่ถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานประมาทแล้วทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต คือ คนงาน เช่น คนงานเคเดอร์ทิ้งก้นบุหรี่ ส่วนคนงานอบลำไยระเบิด คือคนงานผสมสาร เป็นต้น
กรณีศึกษากลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานโรงงานทอผ้า เป็นกรณีของผู้ป่วยจากสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกกระทบเหล่านี้ ถูกกระทบใน 3 มิติ กล่าวคือ เป็นคนงาน เมื่อป่วยก็จะถูกปลดออกจากงานและหางานทำไม่ได้ ต้องดำรงชีพอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครอง เป็นผู้หญิง เมื่อถูกปลดออก ทำให้เกิดภาวะขาดรายได้และป่วย แต่ก็ยังถูกคาดหวังจากสามีให้เลี้ยงดูครอบครัว และเป็นคนป่วยจากการทำงาน ขณะเดียวกัน ก็ต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน นำประเด็นการเจ็บป่วย เพื่อให้เป็นประเด็นสาธารณะ เพราะคนที่จะรู้ปัญหาได้ดีที่สุดก็คือผู้ป่วยเอง
อย่างไรก็ตาม คนงานเมื่อกลายมาเป็นผู้ป่วยด้วยโรคจากการทำงานจะต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคมหลายอย่าง เช่น กลายมาเป็น “คนชายขอบของสังคม” กล่าวคือ ไม่ใช่แค่ว่างงานแต่กลายเป็นคนตกงานอย่างถาวร ไม่สามารถหางานในระบบได้ เพราะป่วยเป็นโรคที่ทำให้สูญเสียสมรรถภาพทางกาย เช่น โรคปอด ต้องดำรงชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ถูกสามีทอดทิ้ง ถูกชุมชนรังเกียจเนื่องจากขาดความเข้าใจ คิดว่าเป็นโรคที่สามารถติดต่อถึงกันได้ (กรณีที่เด่นชัดคือ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจจากฝุ่นฝ้ายในโรงงานทอผ้า)
รวมทั้งต้องเผชิญกับทัศนคติในเชิงลบของคนในสังคม ปัญหาของผู้ถูกกระทบจากสิ่งแวดล้อม เช่น ชุมชนแม่เมาะและคลองเตย คือ การถูกปฏิเสธสาเหตุการเจ็บป่วยที่มาจากมลพิษในโรงงาน หรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการลงทุน ทำให้คนเหล่านี้เข้าไม่ถึงสิทธิที่จะได้รับการชดเชย การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องและการฟื้นฟูทางด้านจิตใจและอาชีพ
สำหรับคนงานที่ป่วยจากโรงงานทอผ้า แม้ว่าจะมีระบบรองรับ เช่น กองทุนเงินทดแทนและประกันสังคม แต่การเข้าถึงสิทธิก็ยังเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบางกรณีแพทย์ไม่ยอมระบุว่า เป็นการป่วยเนื่องจากการทำงาน ทำให้เบิกจ่ายเงินไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการนำปัญหาทำนองนี้ไปฟ้องร้องเป็นคดีความกันในศาล ถึงกระนั้นสำหรับชุมชนผู้ถูกกระทบ ทั้งกรณีแม่เมาะและกรณีคลองเตย ก็ยังไม่มีการคุ้มครองใดๆ โดยตรง
ดังนั้น การเข้าถึงสิทธิได้จึงต้องผ่ายกระบวนการรวมกลุ่ม การสร้างเครือข่าย และระบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยนำประเด็นการเรียกร้องค่าชดเชยที่เป็นธรรม ผ่านกระบวนการทางศาล ทั้งศาลแรงงานและศาลปกครอง ซึ่งการต่อสู้ทางศาลนั้น คนจนค่อนข้างเสียเปรียบเพราะขาดกำลังเงิน ขาดทนาย และขาดความสามารถในการใช้ข้อมูลหรือความรู้ในกระบวนการต่อสู้ทางศาล ขณะเดียวกัน ปัญหาการฟ้องร้องคดีสิ่งแวดล้อม ผู้ฟ้องจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ความเสียหาย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยาก
4.โรคจากการทำงาน : จำนวนผู้ได้รับการวินิจฉัยและชดเชย
ในช่วงปี 2540-2547 กองทุนเงินทดแทนได้รายงานตัวเลขของผู้ป่วยซึ่งได้รับการวินิจฉัยและชดเชย เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุของการเจ็บป่วย เราสามารถแบ่งโรคอันเนื่องมาจากการทำงานออกเป็นกลุ่มของโรคต่างๆ ดังนี้
ช่วงปี 2540-2544 แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
กลุ่มที่ 1 : โรคจากสารพิษ (เกิดจากการ exposure ต่อสารเคมี) ได้แก่ สารตะกั่ว, ก๊าซคลอรีน, แอมโมเนีย, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์, สังกะสี, สารกำจัดศัตรูพืช และเบนซิน
กลุ่มที่ 2 : โรคเกี่ยวกับปอด (เกิดจากการ exposure ต่อฝุ่น) ได้แก่ ฝุ่นหิน, ฝุ่นฝ้าย, ฝุ่นละออง และฝุ่นหิน Asbestos
กลุ่มที่ 3 : โรคจากปัจจัยกระทบต่อร่างกาย ได้แก่ เสียง, แรงสั่นสะเทือน, และโรครังสีไม่แตกตัว
ช่วงปี 2545-2546 กองทุนเงินทดแทนได้เพิ่มโรคอีก 1 กลุ่มเข้ามา เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่ คือ
กลุ่มที่ 4 : โรคกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งมีสาเหตุจากการยกของหนัก และจากท่าการทำงาน
ปี 2547 ได้เพิ่มอีก 1 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 5 : โรคผิวหนังจากการทำงาน
ถ้าวิเคราะห์จากตัวเลขที่รายงานโดยสำนักงานกองทุนเงินทดแทน จะพบว่า ในช่วงปี 2540-2544 ผู้ป่วยจากการทำงานซึ่งได้รับการวินิจฉัยและชดเชยในจำนวนที่สำคัญ จะเป็นผู้ป่วยด้วยโรคสารตะกั่ว โรคปอด (เช่น Pneumoconiosis และ Byssinosis) และโรคจากเสียง โดยกว่าครึ่ง (ร้อยละ 50.1) เป็นผู้ป่วยด้วยโรคสารตะกั่ว แต่หลังจากปี 2544 เป็นต้นมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัย จำนวนที่ใหญ่ที่สุดเป็นผู้ป่วยในกลุ่มโรคกล้ามเนื้อและกระดูก ในปี 2547 จำนวนทั้งหมด 5,235 ราย โดยมีสาเหตุมาจากการยกของหนัก 809 ราย และจากท่าการทำงาน 809 ราย ส่วนผู้ป่วยกลุ่มที่ใหญ่รองลงมาคือ กลุ่มโรคผิวหนังจากการทำงาน โดยในปี 2547 มีจำนวนทั้งหมด 2,143 คน
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในกลุ่มโรคจากสารเคมีและโรคปอด เช่น ฝุ่นหินและฝุ่นฝ้าย มีจำนวนน้อยลงเป็นอย่างมาก
5. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
นโยบายระยะสั้น
(1) จะต้องมีนโยบายการให้เงินช่วยเหลือขั้นต่ำ เพื่อให้ครอบครัวคนงานหรือผู้ถูกกระทบ ยังชีพอยู่ได้ในสังคมอย่างพอเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสังคม ปัญหา “คนชายขอบ”
(2) เน้นการแก้ปัญหาผู้ป่วยหรือผู้ถูกกระทบอย่างบูรณาการ กล่าวคือ การทดแทน
การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูทางด้านจิตใจและอาชีพ โดยพัฒนาให้เกิดศูนย์อาชีวเวชศาสตร์ในย่านอุตสาหกรรมต่างๆ โดยการดำเนินงานของศูนย์ฯ จะประกอบด้วย คณะกรรมการที่เป็นคนงาน ผู้ป่วย หรือนักวิชาการเข้าร่วมด้วย
(3) แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างหมอที่วินิจฉัยไม่เหมือนกัน (ระหว่างแพทย์ทั่วไปกับ แพทย์ของสำนักงานประกันสังคม) โดยใช้คณะกรรมการที่เป็นกลาง เช่น แพทยสภา เป็นผู้ตัดสินสุดท้าย ขณะที่ยังไม่มีการปฏิรูประบบวินิจฉัย
(4) การตั้งกองทุนช่วยเหลือการดำเนินคดีทางสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้ถูกกระทบ
(5) การฝึกอบรมทางด้านสุขภาพความปลอดภัยโดยเน้นการมีส่วนร่วมของคนงานหรือผู้ถูกกระทบ
นโยบายระยะกลาง
(6) สร้างกลไกในการป้องกันปัญหาโดยเฉพาะในโรงงาน โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสหภาพแรงงานในคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.)
(7) การปรับปรุงบทบาทของกองทุนเงินทดแทนโดยแยกอำนาจในการวินิจฉัยออกจากอำนาจในการให้ประโยชน์ทดแทน เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) เช่น การวินิจฉัยเรื่องโรคจากการทำงาน ควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่การจ่ายประโยชน์ทดแทน เป็นหน้าที่ของกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
(8) ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีด้านสิ่งแวดล้อม
นโยบายระยะยาว
(9) จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ที่มีการทำงานแบบองค์กรอิสระ เน้นการมีส่วนร่วมของทั้ง 5 ภาคี คือ รัฐบาล นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงาน รวมทั้งมีการทำงานแบบครบวงจร กล่าวคือ การป้องกัน ทดแทน รักษา และฟื้นฟู
(10) จัดตั้งสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ประเด็นสุขภาพและความปลอดภัยเป็นวาระแห่งชาติ
รศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ