คนกรุงชี้รัฐแก้น้ำมันแพงเหลว ศก.ชะลอตัวคนว่างงานเพิ่มขึ้น

คนกรุงชี้รัฐแก้น้ำมันแพงเหลว ศก.ชะลอตัวคนว่างงานเพิ่มขึ้น | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ

    

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลให้การจ้างงานลดลง การว่างงานสูงขึ้น เอแบคโพลล์ระบุประชาชนกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจระบุอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว 68.7 เปอร์เซ็นต์ และอีก 41.3 ระบุปัญหาการเมืองก็วิกฤตเช่นกัน ชี้ไม่พอใจนโยบายแก้ปัญหาราคาน้ำมันของรัฐบาล ก.พ. เตรียมเสนอเออลี่รีไทร์รอบใหม่

ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ยสูง การลงทุนและการบริโภคที่ชะลอตัวลง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะส่งผลทำให้มีการจ้างงานลดลง และการว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น โดยอัตราการว่างงานในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2 เทียบกับปีที่แล้วที่อัตราการว่างงาน อยู่ที่ร้อยละ 1.8 เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารงานใหม่เพื่อรักษาฐานะความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการลดจำนวนพนักงานลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แรงงานนอกระบบจัดเป็นกำลังสำคัญของประเทศ เพราะในแต่ละปีประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จะถูกนับรวมเป็นกำลังแรงงานของประเทศ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประเทศไทยมีกำลังแรงงานรวมทั้งสิ้น 36 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 22 ล้านคน ขณะที่แรงงานในระบบมี 14 ล้านคน แสดงให้เห็นว่ากำลังแรงงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองสวัสดิการ และหลักประกันการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงได้เสนอแนวทางช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ โดยควรจัดให้มีระบบการคุ้มครอง ประกันสังคม สร้างมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน จัดตั้งกองทุนประกันสังคม และจัดตั้งสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนอกระบบเป็นต้น

เอแบคโพลล์ชี้เศรษฐกิจ-การเมืองอยู่วิกฤติ

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเสนอผลสำรวจ ภาคสนาม เรื่องสำรวจอารมณ์ ความรู้สึกและความคิดเห็นของสาธารณชนต่อวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง:กรณีศึกษาประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2549 จำนวน 1,588 ตัวอย่าง

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เปิดเผยว่า ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 68.7 ระบุว่าอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว ขณะที่ร้อยละ 31.3 ระบุว่ายังไม่วิกฤต และเมื่อคณะผู้วิจัยได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจกับวิกฤตทางการเมือง และประชาชนจำนวนมาก หรือร้อยละ 41.3 ระบุว่าปัญหาการเมืองอยู่ในขั้นวิกฤตแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกที่ได้รับจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 97.7 ระบุเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ ร้อยละ 85.7 รู้สึกวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ ร้อยละ 74.3 ระบุรู้สึกเบื่อหน่ายต่อภาวะเศรษฐกิจ ร้อยละ 58.3 ระบุรู้สึกเครียด

สำหรับการใช้ชีวิตและทัศนคติที่ขัดต่อหลักการใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 69.0 ระบุว่ามีเงินเก็บออมเป็นจำนวนที่น้อยกว่าเงินเดือนที่ได้รับขณะนี้ ร้อยละ 60.6 คิดว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในกลุ่มผู้ประกอบการ ร้อยละ 46.7 ระบุซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน ร้อยละ 44.2 ระบุเคยซื้อสินค้ามาแต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน และร้อยละ 35.1 ระบุคิดอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสอบถามถึงเรื่องที่ตัวอย่างมีความกังวลในช่วงที่มีปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัญหาเรื่องการขึ้นราคาสินค้าและบริการ (ร้อยละ 76.5) ปัญหาการขึ้นราคาน้ำมัน (ร้อยละ 53.4) และปัญหาการว่างงาน (ร้อยละ 52.0) ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผลการสำรวจถึงผลกระทบของการที่น้ำมันขึ้นราคาต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 82.1 ระบุว่ามีผลกระทบ ขณะที่ร้อยละ 12.3 ระบุว่าไม่มีผลกระทบ

และเมื่อสอบถามถึงประเภทสินค้าและบริการที่คิดว่าจะตัด/ลดการใช้จ่ายในช่วงเวลาที่น้ำมันขึ้นราคา 5 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าประเภทของใช้ฟุ่มเฟือย อาทิ เครื่องสำอางค์ น้ำหอม เครื่องประดับ (ร้อยละ 63.3) อาหารประเภทฟาสต์ฟูดส์ต่างๆ (ร้อยละ 45.9) ลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน (ร้อยละ 38.7) ลดการดูหนัง ฟังเพลงและการท่องเที่ยว (ร้อยละ 35.6) และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว (ร้อยละ 32.1) ตามลำดับ

เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างต่อภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมันในแต่ละเดือน พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 59.1 มีภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องน้ำมัน ซึ่งโดยเฉลี่ยมีประมาณ 3,588 บาทต่อเดือน ขณะที่ร้อยละ 40.9 ไม่มีภาระดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ยังค้นพบถึงราคาน้ำมันสูงสุดที่จะไม่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินของตนเองและครอบครัว จำแนกตามประเภทน้ำมัน ดังนี้ เบนซิน ออกเทน 91 (ราคา 22.56 บาท/ลิตร) เบนซิน ออกเทน 95 (ราคา 23.40 บาท/ลิตร) และน้ำมันดีเซล (ราคา 21.24 บาท/ลิตร) ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวอย่างได้ระบุราคาน้ำมันสูงสุดที่ยอมรับได้นั้น ราคาต่ำกว่าราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบัน

สำหรับความพอใจต่อการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาด้านราคาน้ำมันของรัฐบาลที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างจำนวนมาก หรือร้อยละ 47.2 ไม่พอใจต่อการดำเนินนโยบายดังกล่าว ในขณะที่ร้อยละ 21.4 ระบุว่าพอใจ และร้อยละ 31.4 ไม่ระบุความคิดเห็น

สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำมันราคาแพงในขณะนี้ 5 อันดับแรก ได้แก่ ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค (ร้อยละ 65.1) รณรงค์ลดการใช้พลังงาน/ประหยัดน้ำมันใช้ความเร็วที่เหมาะสม (ร้อยละ 58.0) เร่งปรับปรุงคุณภาพของระบบขนส่งมวลชนให้เป็นทางเลือกใหม่ให้ได้ (ร้อยละ 56.4) สร้างเลนจักรยาน (ร้อยละ 50.1) และตรึงราคาน้ำมัน (ร้อยละ 44.1) ตามลำดับ

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ คือ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พบว่า ตัวอย่างจำนวนมาก หรือร้อยละ 42.5 ไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่ร้อยละ 14.0 เชื่อมั่น และร้อยละ 43.5 ไม่มีความเห็น เพราะไม่รู้ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เป็นรัฐบาล / ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี / ยังไม่มีความชัดเจนในทางการเมือง เป็นต้น

ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศอยู่ในช่วงของการปรับฐานให้เกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งทางออกที่เป็นไปได้น่าจะมีดังต่อไปนี้

1. ประชาชนทุกคนต้องดูแลตนเอง ดำเนินชีวิตบนความไม่ประมาทและนำหลักเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาใช้อย่างยั่งยืน ลดละการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ควรปรับทัศนคติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับสภาพปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นด้วยการต่อต้านมากกว่าที่เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

2. ผู้ประกอบการธุรกิจควรยอมได้กำไรน้อยลงเพื่อแสดงสปิริต ช่วยเหลือสังคมที่กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้ โดยน่าจะนำหลักประชานิยมจากฝ่ายการเมืองมาใช้บ้าง

3. ฝ่ายการเมืองทั้งรัฐบาลรักษาการ และอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่ควรซ้ำเติมสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชน ทำให้สังคมวุ่นวายไปมากกว่านี้ ใครพูดอะไรไว้อย่างไร เช่น การไม่ยึดติดกับตำแหน่ง การประกาศไม่รับตำแหน่งทางการเมือง หรือการเว้นวรรคทางการเมือง เป็นต้น ในขณะที่ฝ่ายค้านควรเสนอบุคคลที่จะสร้างความหวังและดึงความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้

4. ขณะที่อำนาจทางการเมืองของรัฐบาลกำลังอ่อนตัวลง และองค์กรอิสระกำลังประสบปัญหากับวิกฤตศรัทธาของประชาชน ความหวังและความเชื่อมั่นของประชาชน จึงไปอยู่ที่การทำงานของข้าราชการประจำ ซึ่งถ้าหน่วยงานและกระทรวงใดมีผู้บริหารที่คอยหาช่องทางทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่อยากทำงาน ผลที่ตามมาก็คือ ประชาชนทั่วไปก็จะรับกรรมกับคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำ การเลือกปฏิบัติ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และปัญหายาเสพติดที่กำลังกลับมา

ก.พ. เตรียมเสนอเออลี่รีไทร์รอบใหม่

นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ก.พ.ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาหารือถึงการเกษียณอายุของข้าราชการหรือโครงการเออลี่รีไทร์รอบใหม่ ที่กำหนดดำเนินการปีงบประมาณ 2550 โดยเบื้องต้นตั้งเป้าว่า จะมีข้าราชการสมัครใจเข้าโครงการ 20,000 -25,000 คน ต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ก.พ.ตั้งเป้าลดอายุเฉลี่ยของข้าราชการ ทั้งระบบจากปัจจุบัน 43 ปี เหลือเฉลี่ย 39-40 ปี เพื่อให้การทำงานของระบบราชการมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นายปรีชา กล่าวด้วยว่า ข้าราชการที่จะเข้าโครงการต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือปฏิบัติราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 25 ปี ส่วนการให้สิทธิประโยชน์ในการจูงใจนั้น คณะกรรมการ ก.พ. ให้ความเห็นว่า ไม่ควรต่ำกว่าสิทธิประโยชน์ที่ข้าราชการที่เข้าโครงการเออลี่รีไทร์ ในครั้งที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ก.พ.ได้เสนอบันทึกให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี รับทราบ แต่คาดว่าคงไม่มีการตัดสินใจดำเนินการใด ๆ เพราะยังเป็นรัฐบาลรักษาการแต่หากมีรัฐบาลชุดใหม่ สำนักงาน ก.พ. จะเสนอเรื่องกลับไปให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง

 

แหล่งข่าว : คมชัดลึก




ลงวันที่ 08/05/2006 09:32:51
จำนวนผู้ชม 1566 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์