เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติในการดำเนินการ ตามมาตรการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือน ของปี 2548
คณะกรรมการค่าจ้างจึงได้ทำการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการโครงสร้างค่าจ้างภาคเอกชน ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง ทำหน้าที่ในการศึกษาและจัดทำโครงการค่าจ้าง ภาคเอกชนกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ ของโครงสร้างค่าจ้าง ซึ่งคณะกรรมการโครงสร้างค่าจ้างภาคเอกชนพิจารณร่างโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอ้างอิงตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยที่ประชุมเห็นชอบดำเนินการใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมรวม 30 สาขาอาชีพ
นายสมชาติ เลขาลาวัณย์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า จากมติคณะรัฐมนตรีในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจด้วยมาตรการเกี่ยวกับการบริหารค่าจ้าง ตามที่คณะกรรมการอัตราค่าจ้างได้ศึกษาและพิจารณาอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำอ้างอิงตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน โดยมีมติเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2548 กำหนดร่างอัตราค่าจ้างตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานครอบคลุม 30 สาขาอาชีพ และทางกระทรวงแรงงานได้ออกประกาศกระทรวงแรงงานเรื่อง"อัตราค่าจ้างตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน นำร่องใน 30 สาขาอาชีพ" เพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการใช้มาตรฐานในการกำหนดค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างตามระดับฝีมืออย่างเหมาะสม และเป็นธรรมโดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับ 1 คือ ผู้ที่มีฝีมือและความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติงานที่ต้องมีหัวหน้างานช่วยให้คำแนะนำ หรือช่วยตัดสินใจในเรื่องสำคัญเมื่อจำเป็น ระดับ 2 คือ ผู้ที่มีฝีมือระดับกลางมีความรู้ ความสามารถ ทักษะการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ได้ดีและมีประสบการณ์ในการทำงาน สามารถให้คำแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ระดับ 3 คือ ผู้ที่มีฝีมือระดับสูงสามารถวิเคราะห์ วินิจฉัยปัญหา การตัดสินใจ รู้ขั้นตอนกระบวนการของงานเป็นอย่างดี สามารถช่วยแนะนำงานฝีมือผู้ใต้บังคับบัญชาได้ดี สามารถใช้หนังสือคู่มือ นำความรู้และทักษะมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีใหม่ได้ โดยเฉพาะการตัดสินใจและเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม ในสาขาอาชีพ
ด้าน นายเรวัติ คำนวนสิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า สำหรับมาตรฐานฝีมือแรงงานทั้ง 3 ระดับ ที่เรามีนั้นจะเป็นเครื่องมือช่วยให้การจ่ายค่าจ้างเป็นธรรมยิ่งขึ้นตามฝีมือที่พนักงานมี นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยพัฒนาบุคลากรของสถานประกอบการเองด้วย เพราะขณะนี้เทคโนโลยีต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากแรงงานยังมีฝีมือในระดับเดิมๆ การผลิตสินค้าที่จะต้องไปแข่งขันในต่างประเทศหรือแม้แต่ในประเทศก็จะเกิดความล่าช้า ดังนั้นการกำหนดให้พนักงานของสถานประกอบการแต่ละแห่งเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร ก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของพนักงานอีกทางหนึ่งโดยใช้มาตรฐานฝีมือแรงงานตามระดับ 1,2,3 ในการพัฒนาตนเอง โดยขั้นหนึ่งอาจจะได้ค่าตอบแทนในระดับหนึ่ง นอกจากนั้นก็อาจจะพัฒนาตนเองขึ้นไปในระดับสอง หรือสามซึ่งเป็นระดับสูง เพื่อที่จะอิงค่าจ้างให้เพิ่มขึ้นเป็นกลไก โดยการเข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในระดับต่างๆ สำหรับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานนั้น สามารถติดต่อขอเข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาช่างต่างๆ ได้ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ
ผอ.สำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานนั้น มีอีกกิจกรรมหนึ่ง คือ มาตรฐานฝีมือแรงงานที่มีอยู่ นอกจากจะสนับสนุนให้พนักงานในสถานประกอบการได้พัฒนาฝีมือแรงงานเพิ่มขึ้นแล้ว ในส่วนของสถานประกอบการที่มีพนักงานซึ่งผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงาน 10% ขึ้นไป ทางกระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะมีป้ายที่รับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อการันตีว่าสถานประกอบการนั้นๆ มีพนักงานซึ่งมีฝีมือเป็นมาตรฐาน อันจะเกี่ยวนำไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการด้วย สำหรับอัตราค่าจ้างตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน นำร่องใน 30 สาขาอาชีพ มี ดังนี้
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
ช่างซ่อมรถยนต์ ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500บาท
ช่างเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ ระดับ 1:280 บาท ระดับ 2:400 บาท ระดับ 3:600 บาท
ช่างเคาะตัวถังรถยนต์ ระดับ 1:280 บาท ระดับ 2:400 บาท ระดับ 3:600 บาท
ช่างสีรถยนต์ ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท
ช่างไฟฟ้าในรถยนต์ ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท
อุตสาหกรรมแฟชั่น
สาขาตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี ระดับ 1:230 บาท ระดับ 2:350 บาท ระดับ 3:400 บาท
ช่างตัดผ้า ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:240 บาท ระดับ 3:280 บาท
ช่างย้อมสีสิ่งทอ ระดับ 1:220 บาท ระดับ 2:260 บาท ระดับ 3:330 บาท
ช่างเครื่องประดับ(ประดับอัญมณี)ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:350 บาท ระดับ 3:500 บาท
อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์(ไม้และเครื่องเรือน)
ช่างไม้เครื่องเรือน ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:250 บาท ระดับ 3:300 บาท
ช่างสีเครื่องเรือน ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท
ช่างบุครุภัณฑ์ ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:250 บาท ระดับ 3:300 บาท
อุตสาหกรรมอาหาร
ผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1:270 บาท ระดับ 2:350 บาท ระดับ 3 ไม่มี
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ
การแพทย์แผนไทยประเภทนวดไทย ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:350 บาท ระดับ 3:500 บาท
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
ช่างซ่อมไมโครคอมพิวเตอร์ ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:325 บาท ระดับ 3:400 บาท
พนักงานการใช้คอมพิวเตอร์ ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:ไม่มี ระดับ 3 ไม่มี
อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:325 บาท ระดับ 3:400 บาท
ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:325 บาท ระดับ 3:400 บาท
ช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:325 บาท ระดับ 3 ไม่มี
ช่างวิทยุและโทรทัศน์ ระดับ 1:250 บาท ระดับ 2:325 บาท ระดับ 3:400 บาท
อุตสาหกรรมแม่พิมพ์
ช่างกระสวน ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท
ช่างปรับ ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3 ไม่มี
อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า
ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ระดับ 1:360 บาท ระดับ 2:520 บาท ระดับ 3:680 บาท
ช่างกลึง ระดับ 1:230 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:400 บาท
อุตสาหกรรมขนส่ง สถานที่เก็บสินค้าและคมนาคม(โลจิสติกส์)
พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถลากจูง ระดับ 1:420 บาท ระดับ 2 ไม่มี ระดับ 3 ไม่มี
พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถยก ระดับ 1:480 บาท ระดับ 2 ไม่มี ระดับ 3 ไม่มี
อุตสาหกรรมก่อสร้าง
ช่างไม้ก่อสร้าง ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท
ช่างก่ออิฐ ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท
ช่างฉาบปูน ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท
ช่างอะลูมิเนียมก่อสร้าง ระดับ 1:200 บาท ระดับ 2:300 บาท ระดับ 3:500 บาท.
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ