นำต้องเปิดเอาความสามารถของแต่ละคนมาใช้!"
นี่เป็นมุมมองของผู้นำองค์กรที่ชื่อ
"นิวัตต์ จิตตาลาน"
คงไม่ต้องอธิบายความมากว่า "นิวัตต์ จิตตาลาน" เป็นใคร ?
เพราะในแวดวงธุรกิจการเงินการธนาคารย่อมคุ้นชื่อคุ้นหน้ากันเป็นอย่างดี ว่าเขาคือประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC
เขาเป็นผู้นำทัพ KTC ในการขับเคลื่อนธุรกิจบัตรเครดิตสัญชาติไทยต่อกรกับบัตรเครดิตข้ามชาติชนิดถึงพริกถึงขิง
นั่น...ย่อมชี้ว่าองค์กร KTC มีดีแน่!
วันนี้ หากก้าวเข้าไปในองค์กร KTC จะพบว่า มีการจัดองค์กรที่แปลกตา
"สำนักงานเป็นที่อยู่รวมกันของคน คนใช้เวลาในสำนักงานเยอะกว่าอยู่บ้าน ถ้าอยากจะให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพสูงๆ เราก็ต้องเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือให้เหมาะสม เพื่อเขาจะได้ใช้เวลาในการทำงานมากกว่าต้องไปแก้ปัญหาในออฟฟิศ"
"นิวัตต์" ชี้ว่าถ้าอยู่ในออฟฟิศที่ไม่พร้อม พนักงานก็จะต้องเสียพลังงานในการแก้ปัญหาของออฟฟิศ แทนที่จะไปคิดเรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
ฉะนั้นจึงมีการแปลงโฉมออฟฟิศเสียใหม่ เพื่อตอบสนองการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงๆ
"ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เราก็เปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมาเป็นโน้ตบุ๊ก เพื่อทำให้แต่ละคนมีความคล่องตัวในการทำงาน ซึ่งต้องใช้สตางค์พอสมควร ปรับปรุงเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้เป็นไลบรารี่ไว้เก็บข้อมูลต่างๆ ให้อยู่ในที่ที่สามารถค้นหาง่าย และที่สำคัญมาก คือเราสามารถใช้งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น"
รวมทั้งปรับปรุงระบบการติดต่อสื่อสาร ระบบโทรศัพท์ พร้อมมีเกมให้เล่นเพื่อผ่อนคลาย จนบังเกิดผลที่ "นิวัตต์" บอกว่าได้ผลค่อนข้างดี พนักงานทำงานได้สะดวกและคล่องตัว
"นิวัตต์" บริหารคนในองค์กร KTC อย่างไร ?
เขามองว่า องค์กรส่วนใหญ่จะตามผู้นำเป็นหลัก ซึ่งก็มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย แต่ส่วนใหญ่จะมีส่วนเสียมากกว่าส่วนดี
"คนทำงานคนเดียวน่ะไม่ดีหรอก ผู้นำควรมีหน้าที่ในการให้แนวทาง ให้การสนับสนุนในการทำงานมากกว่าที่จะไปลงมือคิดทำเองเสียหมด เพราะทุกอย่างจะเข้ามาเป็นคอขวด แล้วงานก็จะไม่ออกมา"
และผู้นำควรจะต้องมั่นใจในตัวเพื่อนร่วมงาน
"คนที่เข้ามาทำงานโดยรวมนั้นจะมีความสามารถอยู่แล้ว ในฐานะผู้บังคับบัญชาก็ต้องไปเปิดให้แต่ละคนเอาความสามารถออกมาใช้ ผมว่าทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ เพียงแต่ว่าจะให้โอกาสเขาเอาความคิดนั้นมาใช้มากน้อยแค่ไหน"
เพราะเมื่อมีกระบวนการคิดเกิดขึ้น ก็จะมีความคิดแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมา
"ครีเอทีฟนั้นไม่ต่างจากความฉลาดสักเท่าไหร่ คนฉลาดมักจะมีการปรับปรุง มีการทำอะไรให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ใช้ความสามารถครีเอตออกมา ส่วนจะผิดจะถูกก็เอามาคุยกันได้ อันไหนดี อันไหนเหมาะสมก็หยิบมาใช้ งานมันก็เดินไปได้ด้วยดี"
แล้วการตั้งเป้าให้พนักงานนั้นเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี ?
"นั่นแหละคือปัญหา ถ้าตั้งเป้า แล้วใครเป็นคนตั้ง คนที่ตั้งทำหรือเปล่า ทำไมจะต้องตั้งเป้า ในเมื่อมีแนวทางที่ทำงานแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ไปถึงจุดนั้น คนตั้งไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้ตั้ง เดี๋ยวก็บอกว่าเปลี่ยนเป้าใหม่ ผมเห็นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เปลี่ยนเป้ากันหมดเลย"
ในบางองค์กรที่ให้พนักงานมีการแข่งกันมาก โดยฝ่ายบริหารคอยกระตุ้นเร่งเร้าให้พนักงานแข่งกัน บางทีกลับพบว่าไม่เกิดผลดีสักเท่าไหร่
"แข่งกันก็เหยียบกัน เพราะของจริงมีไม่เท่าไหร่ ที่เหลือก็เหยียบกัน คุณก็เห็น เพราะไปกระตุ้นกันแบบฝรั่ง แต่เราลืมวิธีการที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข อย่างสันติ อย่างเกื้อหนุนกัน"
จะทำองค์กรให้เป็นองค์กรที่ดีได้อย่างไร ?
"เวลาที่คนไทยไปเห็นอะไรเขามา ก็อยากจะไปยกเขามาทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นของ KTC นั้น คนอื่นก็ไม่ควรจะหยิบไปทำทั้งหมด เพราะว่าองค์กรแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ถ้าหยิบไปทำโดยที่ไม่มีการไปปรับปรุง หรือไปคิดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ให้เหมาะสมกับคนที่นั่น ให้เหมาะสมกับงานที่ต้องทำ มันก็ผิด"
"นิวัตต์" เน้นให้โอกาสคนทำงาน
"ผมให้โอกาสคนทำงาน ให้โอกาสคนได้คิด ให้โอกาสคนได้แสดงออก ให้ได้รับผิดชอบ เราเพียงแต่ให้แนวทางให้เขาไปคิด แล้วก็ช่วยเขาสรุปว่าสิ่งที่คิดว่ามาถูกหรือเปล่า ดีหรือเปล่า แล้วก็ให้เขาไปทำในสิ่งที่เขาคิด ในสิ่งที่เขาเชื่อ ทำให้กระบวนการมันสร้างสรรค์"
แต่ในชีวิตของคนทำงานมักมีความเครียดเป็นของคู่กัน เพราะต้องเผชิญปัญหามากมาย ทำอย่างไรถึงจะสมดุล ?
"คงแนะพนักงานทุกคนไม่ได้ แต่ถ้าเราสร้างสังคม สร้างกลยุทธ์ ( strategy) ที่เกื้อหนุนกันในการทำงาน ในการอยู่ร่วมกัน แต่ละคนก็จะทำหน้าที่ให้กันและกันอย่างครบถ้วน แต่ถ้าไปสร้างสังคมที่มีการแข่งขันกันจนไม่ลืมหูลืมตา ก็จะสร้างบรรยากาศแห่งการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ตลอดเวลา"
เพราะการบีบเค้นพนักงานมากเกินไป บางทีมันเป็นปัญหามากกว่าจะบังเกิดผลที่ดี
"ผมเคยอยู่ในองค์กรบางแห่งที่เขาบีบเค้นเอาประสิทธิภาพของพนักงานมาให้สูงสุด ก็จะต้องเสียเวลาในการมานั่งคุยกับพนักงานที่มีปัญหาอยู่เป็นระยะๆ แทบจะทุกวันก็ว่าได้ แต่ที่นี่เราไม่มีอะไรที่จะทำให้พนักงานอยู่ในสภาวะแบบนั้น ทุกคนก็ร่วมกันทำ ช่วยกันทำ โดยรู้ว่าจะต้องทำอะไรกัน"
ซึ่งที่ KTC ก็อยู่กันแบบ...
"คนหนึ่งอาจจะทำได้มากกว่าอีกคนหนึ่งบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต ซึ่งจะต้องทำให้คนที่ทำได้น้อยกว่าต้องมีปัญหา ไอ้คนที่วิ่งเร็วในบางโอกาสก็ไปได้เร็ว ไอ้คนที่วิ่งช้าในบางโอกาสก็จะช่วยดูแลอย่างอื่นให้ หรือว่าช่วยให้กำลังใจ ช่วยให้คำปรึกษา หัวหน้างานหรือฝ่ายบริหารก็ไม่ต้องลงไปเหน็ดเหนื่อยมาคอยแก้ปัญหาในเรื่องคน เราไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคนน้อยมาก"
ขณะที่องค์กรต่างๆ กำลังพูดถึงเรื่องการให้คนมีอินโนเวชั่นกันนั้นมันดีหรือไม่ดีอย่างไร ?
"มันขึ้นอยู่กับว่า ทำอย่างไรมากกว่า บางทีคนที่เขียนขึ้นมาหรือกำหนดขึ้นมา ไม่เข้าใจกลไก ไม่เข้าใจธรรมชาติของคน มันก็ไม่เกิดหรอก"
นั่นเป็นเพราะ...
"จะให้คนมีอินโนเวชั่น นายสั่งอย่างเดียวจะเกิดได้ไหม ? ถ้าองค์กรนั้นมีนายที่ strong มากๆ ผมเองก็เคยมีบางช่วงบางเวลาที่สั่งมาก พอสั่งไปมากๆ พนักงานก็จะเลิกคิด เพราะฉะนั้นถ้ากลับข้างกัน ถ้าสั่งน้อยหน่อยหรือไม่สั่งเสียเลย พนักงานเขาก็จะคิด มันอยู่แค่นั้นเอง"
ฉะนั้นต้องให้เขามีความสนุกในการทำงาน
"มันไม่มีอะไร ถ้าเราใช้คอมมอนเซนส์ดูแลกัน ไม่เห็นจะยากเลย อะไรที่สนุกก็ให้เขาทำ อะไรที่ไม่สนุกก็อย่าให้เขาทำ ให้มองเห็นปัญหาเป็นเรื่องสนุกที่เราจะไปแก้ไข"
เรื่องแรงจูงใจเพื่อจะทำให้พนักงานสร้างสรรค์ผลงานนั้นสำคัญไหม?
"มันเหมือนไก่กับไข่ ถ้าแรงจูงใจมันหมายถึงสตางค์ล่ะก็ สตางค์ต้องลงก่อน ท้องอิ่มก่อน มันถึงจะเดินได้ ถ้าคุณให้เขาหิวตลอดเวลาแล้วให้ทำงานหนักๆ วันหนึ่งมันก็หมดแรง เหมือนไก่กับไข่ อันไหนมันเกิดก่อนกัน? มันก็ต้องไปด้วยกัน"
และไม่ควรไปบีบคั้นเสียจนกระทั่งว่าการจะได้เงินเดือนขึ้นอีกสักร้อยสองร้อยบาทหรือพันสองพันบาทเหมือนกับว่าบริษัทจะพังกันไปข้าง
"ผมมองว่า เรารู้ว่าจะต้องทำอะไร เมื่อเราลงทุนทำอะไร เขาพร้อมแล้ว เดินเครื่องได้เต็มที่ มันได้กำไรเองแหละ ได้กำไรมาก็คุ้มที่มีเงินพอจะมาจ่ายเขา เหมือนเอารถคันเบ้อเร่อมาใส่เครื่องกระจิดเดียว เติมน้ำมันนิดเดียว มันจะวิ่งได้อย่างไร ?"
หากองค์กรทำตัวเหมือนต้นไม้ใหญ่...
"แต่ถ้าหากว่าที่ไหนมีอาหารสมบูรณ์ มักจะมีฝูงนกฝูงกอาศัยอยู่เยอะ คุณสังเกตไหม ต้นไม้ที่มีฝูงนกฝูงกาอาศัยเยอะ ต้นไม้นั้นแข็งแรงทุกต้น เพราะว่านกกามาอาศัยอยู่ กินลูกไม้ผลไม้ ขี้นกหล่นลงมาที่พื้น มีเมล็ด มันก็มีการเจริญงอกงามเป็นต้นไม้ใหม่ๆ ขึ้นมา ตรงนั้นก็จะเป็นผืนป่าที่สมบูรณ์"
ต่างกับต้นไม้ที่ไม่มีใบ
"ตรงไหนที่ต้นไม้มันแห้งแล้ง ไม่มีใบ ไม่มีอาหารให้กิน นกกาไม่มาเกาะ วันหนึ่งมันก็ยืนต้นแห้งเฉาตาย ถ้าอยากจะเป็นองค์กรที่มีนกกาเกาะเยอะ มีต้นไม้ใหม่โตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ก็ต้องมีผลไม้ให้เขากินมีใบไม้ให้เขากิน"
สุดท้าย "นิวัตต์" ให้ข้อสรุปเรื่องการทำงานร่วมกันที่แสนจะเรียบง่ายว่า
"มาทำงาน ไปหาเงิน ช่วยกันทำ เอาเงินกลับมา บริษัทกำไร แบ่งกันกิน พอดีๆ"
ฉะนั้นต้องไปขบต่อกันเอาเองว่าสิ่งที่ "นิวัตต์" พูดนั้นน่าคิดหรือไม่ ?
หน้า 48
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติ