|
วันที่ 21 มิถุนายน 2549 ที่กระทรวงสาธารณสุขมีการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งภายหลังการประชุม นายพินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเด็นหลักในการประชุมวันนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้นำเสนอการกำหนดแนวทางในการเพิ่มคุณภาพการบริการสุขภาพ และควบคุมค่าใช้จ่ายภาค รัฐด้วยบัญชียาหลักแห่งชาติ โดย อย.เสนอให้ใช้บัญชียาหลักเดียวกันทั้ง โครงการ 30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค โครงการประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาล เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการใช้ยา ยกเว้นห้องพักคนไข้ นายพินิจ กล่าวว่า เรื่องที่ทาง อย.เสนอมานั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาล และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านยาที่ไม่จำเป็นของภาครัฐได้ไม่ต่ำกว่า 23,000 ล้านบาทต่อปี จึงจะประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน และกรมบัญชีกลาง เพื่อพิจารณาเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้ “หากใช้บัญชียาหลักเดียวกันจะประหยัดรายจ่าย และทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ยาได้อย่างเต็มที่ เพราะปัจจุบันนี้ข้าราชการใช้ยานอกบัญชียาหลัก โดยเฉพาะยาใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพง และไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยาที่ใช้ส่วนใหญ่หากเป็นยาแบบเดียวกันก็จะมีสรรพคุณในการรักษาไม่ต่างกัน แต่ยาใหม่จะมีความเสี่ยงมากกว่าและยังราคาแพงกว่าด้วย” นายพินิจ กล่าว และเชื่อว่าไม่น่าจะมีผู้คัดค้านในเรื่องนี้ เพราะประชาชนคนไทยทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการรักษาพยาบาล ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย. กล่าวว่า ทาง อย.ได้เสนอต่อที่ประชุมกระทรวงให้มีการใช้บัญชียาหลักแห่งชาติในการรักษาผู้ป่วยในระบบประกันสุขภาพทั้งหมด ทั้งในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคม เนื่องจากที่ผ่านมาในส่วนของสวัสดิการข้าราชการ พบว่า ทางกรมบัญชีกลางได้จัดทำรายการบัญชียาที่แยกออกมาใช้เอง แม้ว่าจะนำบัญชียาหลักแห่งชาติมาอ้างอิง แต่ก็มีข้อยกเว้นที่ว่าให้ใช้ยานอกบัญชียาหลักได้โดยให้คณะกรรมการยาของกรมบัญชีกลางเป็นผู้พิจารณา ทำให้ที่ผ่านมาเกือบทั้งหมดเป็นการใช้ยานอกบัญชียาหลักทั้งสิ้น โดยในปี 2547 เมื่อคิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล พบว่า 30% เป็นค่าใช้จ่ายยาทั้งสิ้น และยังมีอัตราค่าใช้จ่ายในการซื้อยาเพิ่มปีละเกือบ 5,000 ล้านบาท ศ.ดร.ภักดี กล่าวว่า การเสนอของทาง อย.ไม่ได้มุ่งเพียงการลดค่าใช้จ่ายด้านยาให้กับภาครัฐ แต่มุ่งในเรื่องการใช้ยาอย่างเหมาะสมให้กับประชาชน จึงเสนอให้ใช้บัญชียาหลักในทุกระบบประกันสุขภาพ ซึ่งรวมถึงประกันสังคมด้วย เพราะยาในบัญชียาหลักถือว่าเป็นยาที่ดีที่สุด และยังครอบคลุมในการรักษาทุกโรค อีกทั้งในปัจจุบันพบว่าบริษัทยามีกลยุทธ์ทางการตลาดมากมาย มีการจัดโปรโมชัน การโฆษณาสรรพคุณยา ดังนั้น จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีการใช้ยาพร่ำเพรื่อ และเชื่อว่าการเสนอในครั้งนี้จะไม่มีผู้คัดค้าน เพราะหลายฝ่ายต่างเห็นชอบตรงกัน เพราะต่างตระหนักถึงปัญหาการใช้ยาในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มนอกบัญชียาหลัก ในแต่ละโรงพยาบาลจะมีคณะกรรมการเพื่อพิจารณาการจัดซื้อ โดยงบประมาณในการจัดซื้อยา 80% ได้กำหนดให้เป็นบัญชียาหลัก ส่วนอีก 20% นั้นให้ซื้อตามความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วย “การใช้ยาใหม่ ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาตินั้น ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไปอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ เพราะนอกจากจะมีราคาแพงแล้ว ยาบางตัวยังมีผลต่อสุขภาพ เป็นอันตรายในภายหลัง เนื่องจากผ่านการใช้กับผู้ป่วยน้อย และการเสนอของทาง อย.ครั้งนี้ เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างเหมาะสม เช่น การใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบ ในบัญชียาหลักมีจำนวนยาให้เลือกใช้ 5-6 ตัว โดยในปี 2546-2547 ใช้กับผู้ป่วย 580,000 ราย ในจำนวนเงิน 335 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มข้าราชการ มีการใช้ยาต้านการอักเสบนอกบัญชียาในผู้ป่วยเพียง 18,000 ราย แต่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 330 ล้านบาท ซ้ำบางตัวยังถูกสั่งห้ามใช้ในภายหลัง เนื่องจากมีผลกระทบต่อร่างกาย” เลขาธิการ อย.กล่าว และว่าในเรื่องนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมกระทรวงแล้ว และจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในครั้งต่อไป ทั้งนี้ สำหรับข้อเสนอของ อย.มี 3 ข้อ คือ 1.การให้การใช้มีบัญชียาหลักแห่งชาติอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการจัดระบบการใช้ยาของระบบประกันสุขภาพให้เป็นไปอย่างสมเหตุผล และการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ 2.ให้มีการใช้บัญชียาหลัก เพียงบัญชีเดียวในชุดสิทธิประโยชน์ด้านยา โยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ พิจารณาแนวทางการปรับปรุงบัญชีบาหลัก และจัดข้อเสนอในการจัดระบบการใช้ยาของระบบประกันสุขภาพทุกกองทุนให้เป็นไปอย่างสมเหตุผล และเท่าเทียมกันสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม และ 3.จัดระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการให้ยึดหลักเพิ่มคุณภาพ ให้สิทธิอื่นเพิ่มเติม และควบคุมค่าใช้จ่าย โดยใช้บัญชียาหลักและจัดสวัสดิการอื่นเพิ่มเติม ที่มีความคุ้มค่าหรืออำนวยความสะดวกให้ข้าราชการเพิ่มขึ้น น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า การใช้บัญชียาหลักเพียงบัญชีเดียวของทั้ง 3 กองทุน จะกระทบกับผู้ประกันตนอย่างแน่นอน เพราะจากที่เคยสามารถใช้ยานอกได้ด้วยจะใช้ได้แค่ยาหลัก ซึ่งอาจจะมีคุณภาพด้อยกว่าที่เคยได้รับ ทั้งที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบในแต่ละเดือนในอัตราที่สูงอยู่แล้ว ดังนั้น ตนจึงเสนอว่าก่อนที่รัฐบาลจะทำอะไรเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคม ควรให้ผู้ประกันตนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ใช่กำหนดจากเบื้องบนแล้วสั่งการลงมาอย่างเดียว น.ส.วิไลวรรณ กล่าวว่า คาดว่าจะเป็นความพยายามของรัฐในการรวมกองทุนด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน เนื่องจากโครงการ 30 บาทนั้น ใครก็รู้ว่ามีปัญหาเรื่องงบประมาณ ทั้งนี้ผู้ประกันตนไม่ได้รังเกียจโครงการ 30 บาท และเห็นด้วยที่มีโครงการนี้ แต่รัฐควรจะดูแลให้ดี จัดการให้ประชาชนได้รับมาตรฐานที่เท่าเทียมกันไม่ใช่โยกเงินจากกองทุนหนึ่งไปอุดอีกกองทุน เพื่อให้เดินหน้าเป็นโครงการหาเสียงต่อไปได้ “ขณะนี้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลของประกันสังคมก็ไม่ดีนัก ประกันสังคมควรจะหันมาดูตรงนี้ให้มาก ให้คุ้มกับเงินที่ต้องเสียไปมากกว่า เช่น ไม่ควรจำกัดโรงพยาบาลรักษาโรงพยาบาลเดียว แต่ผู้ประกันตนควรเข้าได้ทุกโรงพยาบาลโดยไม่ต้องจ่ายเงินก่อนด้วย” น.ส.วิไลวรรณ กล่าว
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
|