"สมศักดิ์"เบรกกรรมการไตรภาคีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 1-7 บาท ใน 35 จังหวัด ระบุไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ข้องใจ กทม.-ปริมณฑลได้เท่าเดิม ทั้งที่มีค่าครองชีพสูงกว่าที่อื่น ชี้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ ส่งคืนให้ไปดูอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการค่าจ้างกลางมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 35 จังหวัด ในอัตรา 1-7 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ว่า ไม่เห็นด้วยกับตัวเลขค่าจ้างที่ปรับเพิ่ม เนื่องจากเป็นการปรับขึ้นในสัดส่วนที่น้อย และยังมีอีก 41 จังหวัดที่ไม่พิจารณา ทั้งนี้ เห็นว่าไม่สอดคล้องกับดัชนีค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะขณะนี้สภาพเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ปรับราคาขึ้นสูง ขณะที่ลูกจ้างยังมีรายได้เท่าเดิม ทั้งที่ลูกจ้างถือเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลกระทบ จึงต้องพิจารณาให้ดี ดังนั้น มติของคณะกรรมการค่าจ้างกลางอาจมีอะไรที่ยังไม่สมบูรณ์ในบางส่วน
"ผมคิดว่าน่าจะมีการพิจารณาให้ถี่ถ้วนกว่านี้ โดยเฉพาะค่าจ้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ยังไม่มีการปรับเพิ่ม จึงไม่ถูกใจนัก ขอให้ดูอีกครั้ง เพราะกรุงเทพฯ ถือเป็นพื้นที่ที่มีดัชนีราคาบริโภคสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ แต่เหตุใดจึงไม่มีการขึ้นค่าจ้าง เรื่องนี้น่าจะมีอะไรที่ผิดแปลกธรรมชาติหรือไม่" นายสมศักดิ์กล่าว และว่า มติปรับค่าจ้าง 7 บาท เป็นตัวเลขสูงมากแต่ขึ้นครั้งเดียว ขณะที่กรุงเทพฯไม่ได้ปรับขึ้น จึงยังไม่ลงนามในประกาศค่าจ้าง เพราะหากลงนามแล้วผู้บริหารสูงสุดต้องรับผิดชอบ ดังนั้น เรื่องที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ทันบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม คงยังตอบอะไรไม่ได้ จนกว่าบอร์ดค่าจ้างจะให้คำตอบที่ดีกว่านี้ แต่หากปรับขึ้นน้อยเห็นว่าควรรอปรับใหญ่ปลายปีนี้
ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง กล่าวว่า การที่บอร์ดค่าจ้างมีมติปรับขึ้น 35 จังหวัด เป็นเรื่องที่ผ่านความเห็นชอบของอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดที่นายจ้าง ลูกจ้างเห็นพ้องให้มีการเสนอขอปรับค่าจ้าง ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลอยากให้ขึ้นหรือไม่ ขณะที่กรุงเทพฯและปริมณฑล อนุกรรมการค่าจ้างกรุงเทพฯต้องการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนก่อน ทั้งนี้ การทำงานของบอร์ดเป็นไปด้วยความรอบคอบ สามารถตรวจสอบได้จากบันทึกรายงานการประชุม และการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องการให้ทบทวนเป็นเพียงความเห็น ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซงบอร์ด
แหล่งข่าวจากกรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า การที่นายสมศักดิ์ต้องการให้ทบทวนการปรับค่าจ้างใน 35 จังหวัดนั้น ในทางปฏิบัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีสิทธิส่งเรื่องกลับมาให้บอร์ดค่าจ้างทบทวนได้ แต่บอร์ดจะทบทวนหรือไม่ ฝ่ายการเมืองไม่มีสิทธิบังคับ เพราะบอร์ดค่าจ้างเป็นไตรภาคีที่ต้องปราศจากการแทรกแซง เพื่อไม่ให้การขึ้นค่าจ้างเป็นเรื่องของการหาเสียง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน ยืนยันว่ามติบอร์ดค่าจ้างได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และเรื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดและอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้าง ก่อนที่จะนำเสนอต่อบอร์ดกลาง ซึ่งถือเป็นการพิจารณาถึง 3 ชั้น
"รัฐมนตรีไม่ต้องวิตกเกินเหตุ เพราะการทำงานของบอร์ดต้องอิงข้อมูลพื้นฐานจากกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนที่จะตัดสินใจ ไม่สามารถใช้ความรู้สึกกับเรื่องเหล่านี้ หากให้มีการปรับเพิ่มทั้ง 76 จังหวัด ในคราวเดียวเชื่อว่าอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน สำหรับค่าจ้างในกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้น คณะกรรมการจะพิจารณาอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่ากรุงเทพฯต้องมีการปรับค่าจ้างแน่นอน เพราะมีแนวโน้มเงินเฟ้อและราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นอีก" กรรมการค่าจ้างฝ่ายนายจ้างกล่าว
ขณะที่นายพรชัย อยู่ประยงค์ กรรมการค่าจ้างกลางฝ่ายรัฐ กล่าวว่า ยังไม่เห็นคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ต้องการให้บอร์ดทบทวนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 35 จังหวัด ถือเป็นอำนาจที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ การพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำไม่มีกฎหมายระบุตายตัวว่าจะต้องปรับเพียงครั้งเดียว ซึ่งในปี 2548 ได้มีการปรับค่าจ้าง 2 ครั้ง เนื่องจากภาวะค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นมาก
แหล่งข่าว : เครือมติชน