การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสากรรมเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ มีการขยายตัวของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันมูลค่าของผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรมก็เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสากรรมเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ มีการขยายตัวของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันมูลค่าของผลผลิตทางด้านอุตสาหกรรมก็เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบ | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



    ผู้จัดการรายวัน-ธนาคารโลก เผยผลสำรวจประเทศที่น่าลงทุนในโลก ปี 2550 พบไทยขยับอันดับดีขึ้นติดเป็นประเทศอันดับที่ 18 ชี้ยังมีปัญหาเรื่องกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน รวมทั้งแรงงานขาดทักษะ และขาดสาธารณูปโภค แนะควรปรับปรุงเรื่องความรวดเร็ว-การคุ้มครองนักลงทุนและความโปร่งใส ขณะที่พบว่าสิงคโปร์แซงหน้าเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุด
       
        นาย Kazi M. Matin เศรษฐกรอาวุโส เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหัวหน้าหน่วยเศรษฐกิจของธนาคารโลก เปิดเผยรายงานฉบับที่ 4 ของปีนี้ ที่ธนาคารโลกจัดทำร่วมกับบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ เรื่องการจัดอันดับประเทศที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการลงทุนทำธุรกิจมากที่สุดในโลก ในปี 2550 ปรากฏว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดีขึ้นเล็กน้อย จากลำดับที่ 19 มาอยู่ที่ 18 ติดอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศอาเซียน จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุด โดยสามารถแซงแชมป์เก่า คือ ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ตกลงไปอยู่ในอันดับที่ 2 ส่วนอันดับที่ 3 ได้แก่ ประเทศสหรัฐ อันดับที่ 4 คือ แคนาดา และอันดับที่ 5 คือ ฮ่องกง
       
        ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวได้สำรวจความคิดเห็นของบริษัทเอกชนทั่วโลก 30,000 แห่ง เป็นเอกชนไทยจำนวน 1,385 แห่ง ถึงดัชนีชี้วัดทางธุรกิจ 10 ตัว เช่น ต้นทุนทางธุรกิจ สภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรในการนำเข้า-ส่งออก รวมทั้งธรรมาภิบาล พบว่า ประเทศไทยยังต้องมีการปรับปรุงเรื่องระยะเวลาในการตั้งธุรกิจให้มีความรวดเร็ว ซึ่งประเทศไทยติดอยู่ในอันดับที่ 5 เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ แล้ว การตั้งธุรกิจในประเทศไทยต้องใช้เวลาถึง 33 วัน ขณะที่สิงคโปร์ใช้เวลาเพียง 6 วัน และฮ่องกงเพียง 11 วัน นอกจากนี้ขั้นตอนทางพิธีการศุลกากรที่ยุ่งยากของไทย ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกและนำเข้า โดยประเทศไทยใช้เวลาในการนำเข้าสินค้า 22 วัน และส่งออกสินค้าถึง 24 วัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ใช้เวลานำเข้าเพียง 3 วัน และส่งออก 6 วันเท่านั้น
       
        นอกจากนี้ในรายงานยังพบว่า ประเทศไทยจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย และความโปร่งใส โดยประเทศไทยได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 6 ยังต่ำกว่ามาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยที่ได้คะแนน 8.7 อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีจุดเด่นเรื่องการจดทะเบียนสินทรัพย์ที่เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศนอร์เวย์ โดยใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น
       
        "เรายังเชื่อว่าประเทศไทยสามารถปรับปรุงเรื่องการนำเข้า-ส่งออกให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และประเทศไทยยังมีความสามารถทางการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพและราคาสินค้าส่งออก แต่ปัญหาของไทยคือ การลงทุนภาคเอกชนค่อนข้างต่ำ ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการผลิต" นาย Kazi M. Matin กล่าว
       
        นาย Kazi ยังกล่าวถึงข้อจำกัดการลงทุนในไทยว่า มีกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่อการลงทุน การขาดแรงงานที่มีทักษะ ค่าแรงงานสูงขึ้น และการขาดระบบสาธารณูปโภคที่เพียงพอต่อการลงทุน เพราะนับตั้งแต่เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นมากนัก และปัญหาการจราจรที่แออัด นอกจากนี้ยังเห็นว่า ในอนาคตประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ บุคลากรที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงความรู้และนวัตกรรม

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ






ลงวันที่ 08/09/2006 23:44:34
จำนวนผู้ชม 1504 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์