คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 46 จังหวัด จำนวนกว่า 22 ล้านบาทให้กระทรวงแรงงาน เพื่อจ้างงานเร่งด่วนและเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น พร้อมเตรียมการช่วยเหลือหลังน้ำลดด้วย
นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ รองปลัดกระทรวงแรงงานรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ต.ค. 49 นายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้แจ้งให้ทราบว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอขอใช้งบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ที่เหลือจากโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือแล้ว โดยงบประมาณดังกล่าว จะดำเนินการจ้างงานในโครงการจ้างงานเร่งด่วนแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 46 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งมีเป้าหมายการจ้างงานจำนวน 7,784 คน ในอัตราวันละ 145 บาท ซึ่งการจ้างงานจะเป็นลักษณะของการบูรณะฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ทั้งถนน วัด สถานที่ราชการ บ้านพักอาศัย เป็นต้น สำหรับโครงการนี้ถือว่าเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าว โดยการพิจารณาจ้างงานในโครงการจ้างงานเร่งด่วนนั้น แต่ละจังหวัดจะสำรวจและเสนอความต้องการมาที่ส่วนกลาง ซึ่งจะมีคณะทำงานที่ดูแลในเรื่องดังกล่าวเป็น ผู้พิจารณากลั่นกรองและจัดสรรยอดเงินในแต่ละจังหวัดตามสภาพความเสียและจำนวนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน
อย่างไรก็ดีในระหว่างนี้กระทรวงแรงงานได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ประสานขอความร่วมมือจากนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการผ่อนปรนกฎระเบียบการทำงานในกรณีที่ลูกจ้างมาสายเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม และให้มีการตรวจสอบสวิตช์ไฟ และปลั๊กไฟฟ้าในสถานประกอบการต่างๆด้วย เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกจ้าง ส่วนสำนักงานประกันสังคม จะขยายกำหนดเวลาการส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตนเข้ากองทุนประกันสังคมแก่นายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในงวดการจ่ายค่าจ้างประจำเดือนกันยายน 2549 – กุมภาพันธ์ 2550 โดยให้ส่งเงินสมทบได้ภายในวันที่ 27 เมษายน 2550 แทน
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การช่วยเหลือแก่นายจ้าง ลูกจ้าง และสถานประกอบการต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยภายหลังจากน้ำลดแล้ว โดยให้แต่ละหน่วยงานของกระทรวงแรงงานไปดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการจัดหางาน ให้การบริการจัดหางานเคลื่อนที่โดยการเข้าไปให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อให้ผู้ประสงค์จะทำงานได้สมัครงาน ให้บริการแนะแนวอาชีพและให้การดูแลเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเป็นระบบ สำหรับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็จะออกให้บริการซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือการเกษตร และยานพาหนะพร้อมจัดฝึกอาชีพเพิ่มเติมให้ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนด้วย โดยสาขาอาชีพที่เปิดฝึกอบรมจะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนเพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพต่อไป
แหล่งข่าว : กระทรวงแรงงาน