ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 07.30 น.วานนี้ (9พ.ย.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายนิตย์ พิบูลสงคราม รมว.ต่างประเทศ นายอภัย จันทนจุลกะ รมว.แรงงาน ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร (กองบิน 6)โดยเครื่องบินกองทัพอากาศ เพื่อไปเยือนประเทศบรูไนดารุสซาลาม และสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐบาลบรูไนและรัฐบาลสิงคโปร์
ทั้งนี้ เมื่อคณะของนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติบรูไน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบรูไน รอให้การต้อนรับ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการเกียรติยศ หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางต่อไปยังพระราชวัง อีสทานา เพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน
ภายหลังการหารือ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ได้มีการหยิบยกสวัสดิภาพของแรงงานไทยในบรูไนขึ้นหารือ ซึ่งพระองค์ทรงย้ำว่า พร้อมที่จะคุ้มครองและช่วยเหลือแรงงานต่างประเทศรวมทั้งแรงงานไทยด้วย จากนั้น ทรงพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ณ พระราชวัง โอกาสนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงแรงงานไทยในบรูไน และสิงคโปร์ ด้วย
พล.อ.สุรยุทธ์ เปิดเผยว่า การเข้าเฝ้าครั้งนี้ ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ภายในประเทศไทย รวมถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการลงพื้นที่ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ได้ทำความเข้าใจกับเยาวชน ทั้งระดับโรงเรียน และมหาวิทยาลัย ซึ่ง สมเด็จพระราชาธิบดีรับสั่งให้อดทน และพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนต่อไปให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนยังทรงห่วงใย ทรงซักถามถึงพระพลานามัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ถวายพระพรให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
"สมเด็จพระราชาธิบดีรับสั่งว่า เท่าที่เราดำเนินการมา เป็นไปในแนวทางที่ดีแล้ว ไม่ได้ทรงแนะนำอะไรเป็นพิเศษ แต่ทรงยินดีที่จะสนับสนุนให้นักศึกษาไทยมุสลิมจากพื้นที่ภาคใต้ไปเรียนที่บูรไน ตามโครงการแลกเปลี่ยนต่า งๆ"นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอภัย จัทนะจุลกะ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า บรูไนสนใจแรงงานไทยอย่างมาก เพราะมีความขยัน ซึ่งคาดว่าปีหน้าจะส่งแรงงานไทยที่ประเทศบรูไนเป็นจำนวนมาก เพราะจะมีหลายโครงการเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างสนามบินและเขื่อน ซึ่งกระทรวงแรงงานจะมีการช่วยดูว่าแรงงานที่จะส่งมาต้องถูกต้อง ไม่มีการกดขี่หรือกินค่าหัวคิว ปัจุบันมีแรงงานไทยในบรูไน ประมาณ 9,500 คน
สำหรับจดหมายเปิดผนึกของนายกรัฐมนตรีถึงแรงงานไทยที่บรูไน เป็นการชี้แจงถึงการเดินทางเยือนบรูไน และสิงคโปร์ในวันเดียวว่า เป็นการแนะนำตัวตามธรรมเนียมของผู้นำอาเซียน หลังได้รับตำแหน่งใหม่ พร้อมยืนยัน จะเร่งปฏิรูปการเมืองในระยะเวลาจำกัด รวมทั้งสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ และการส่งเสริมเสรีภาพของคนไทย ตลอดจนจัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
จากนั้น เวลา15.00 น.นายกรัฐมนตรี นำคณะเดินทางต่อไปยังสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายเอส อาร์ นาธาน ประธานาธิบดีสิงคโปร์ จากนั้นพบปะหารือทวิภาคีกับ นายลี กวน ยู รัฐมนตรีที่ปรึกษา และหารือข้อราชการกับ นายลี เซียน หลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดี โดยนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จะหารือในประเด็นการขยายตลาดแรงงานไทยในสิงคโปร์ รวมทั้งความร่วมมือในการคุ้มครองผลประโยชน์ของแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในสิงคโปร ประมาณ 53,000 คน โดยเฉพาะการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้เหมาะกับตลาดแรงงานสิงค์โปร์ ความร่วมมือด้านการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา และการศึกษาภาษาจีนกลาง ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้จะหารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมืออาเซียน
เมื่อถามว่า จะมีการยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ของบริษัทเทมาเส็กหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยคงไม่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือ แต่หากนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ถามมา คงต้องยึดหลักการ โดยให้เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย
แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ