ขยายตรวจพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวถึง30มิ.ย.50

ขยายตรวจพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวถึง30มิ.ย.50 | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



ศูนย์ข่าวขอนแก่น-ไทยให้โอกาสแรงงานลักลอบเข้าเมืองชาวลาวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติขึ้นทะเบียนขออนุญาตทำงานถูกกม.ถึง 30 มิ.ย.50 พร้อมแจ้งนายจ้างนำแรงงานลาวที่ใบอนุญาตทำงานไม่หมดอายุและแรงงานที่ไม่ผ่านการพิสุจน์สัญชาติอีกกว่า5หมื่นคนเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติด่วน ลั่นพ้นกำหนดแรงงานที่ไม่ผ่านพิสูจน์สัญชาติต้องถูกจับส่งกลับภูมิลำเนา

คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เห็นชอบแนวทางการจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวปี 2550 ซึ่งเป็นการดำเนินการจัดระบบแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ต่อเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2547 และ 2548 โดยการผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว ที่ได้รับอนุญาตทำงานปี 2549 จำนวน 668,567 คน สามารถทำงานต่อได้อีก 1 ปี โดยใบอนุญาตจะหมดอายุ วันที่ 30 มิถุนายน 2551

มติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งสกัดกั้นและปราบปรามจับกุม การลักลอบเข้ามาของแรงงานต่างด้าวรายใหม่ และแรงงานต่างด้าวที่อยู่เก่า แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ทั้งนี้หวั่นว่าหากไม่ควบคุมหรือจัดระบบแรงงานต่างด้าว อาจเกิดผลกระทบต่อสังคม ทั้งทางด้านสาธารณสุข ด้านอาชญากรรม ความสงบเรียบร้อยในสังคม และความมั่นคงของประเทศ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ ที่จังหวัดขอนแก่น กรมการจัดหางานร่วมกับกรมแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม สปป.ลาวได้ประชุมหารือแนวทางปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย-ลาว ครั้งที่ 4 โดยมีนายมนูญ ปุญญกริยากร อธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย ขณะที่ท่านสูนจัน พมมะจัก รักษาการหัวหน้ากรมแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นประธานร่วมฝ่ายลาว

กว่า5หมื่นไม่ผ่านพิสูจน์สัญชาติ

นายมนูญ ปุญญกริยากร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงการพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวในประเทศไทย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 ถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2549 มีแรงงานลาวได้รับการพิสูจน์สัญชาติจำนวน 43,657 คน และฝ่ายไทยได้จัดตั้งศูนย์เบ็ดเสร็จให้วีซ่าและใบอนุญาตทำงานในรูปแบบ One Stop Service เพื่อดำเนินการตรวจลงตราวีซ่า และพิจารณาอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานสัญชาติลาวที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้ว

ปรากฏว่า มีแรงงานลาวมาขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงานจำนวน 28,316 คน และยังมีผู้ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติอีกจำนวน 51,336 คน ซึ่งทางการไทยได้ผ่อนผันให้อยู่และทำงานต่อได้อีก 1 ปี เพื่อให้ทางการลาวเข้าไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติต่อไป

ขณะที่การนำเข้าแรงงานสัญชาติลาวเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายกลุ่มใหม่ ฝ่ายไทยได้แจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวรับสมัครและคัดเลือก เพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทย จำนวน 55,089 คน ซึ่งฝ่ายลาวได้คัดเลือกและส่งคนมาทำงานแล้ว จำนวน 5,265 คน ตัวเลขดังกล่าวสรุปล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา

นายมนูญ กล่าวถึงเป้าหมายของการประชุมหารือ แนวทางปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสไทย-ลาวครั้งที่ 4 นี้ว่าเพื่อร่วมกันกำหนดแผนการพิสูจน์สัญชาติ การนำเข้าและส่งออกแรงงานถูกกฎหมายและการจัดระบบการจ้างแรงงานบริเวณชายแดน เพื่อให้เป็นไปตาม MOU ที่ไทย-ลาวทำร่วมกันตั้งแต่ปลายปี 2545

ผลการประชุมทั้งสองฝ่ายต่างพอใจในการพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2549 ที่ฝ่ายลาวสามารถพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวได้ราว 48,000 คน

ฝ่ายไทยได้ตรวจลงตรา และประทับตราให้อยู่ในราชอาณาจักร และขอใบอนุญาตทำงาน ณ บริการเบ็ดเสร็จ(One Stop Service ) ให้แก่แรงงานลาวที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้ว จำนวน 28,316 คน

นอกจากนี้ ยังมีหลายประเด็น ซึ่งในที่ประชุมต่างเห็นชอบร่วมกัน คือ 1.ให้แรงงานลาวที่ได้รับหนังสือเดินทางชั่วคราว(Temporary Passport) แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตรวจตราและประทับตราให้อยู่ในไทย มารับการตรวจประทับตรา และขอรับใบอนุญาตทำงาน จำนวนร่วม20,000 คน ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550

2.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายลาว จัดทำหนังสือเดินทาง(Passport) ให้แก่แรงงานลาวที่มีหนังสือเดินทางชั่วคราว โดยให้ฝ่ายไทยแจ้งนายจ้างเพื่อรวบรวมหนังสือเดินทางชั่วคราว พร้อมสัญญาจ้างที่มีเงื่อนไขในรายละเอียดเกี่ยวกับ ค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ที่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ส่งผลให้สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลลาวประจำประเทศไทย เพื่อส่งให้ทางการลาวดำเนินการจัดทำเอกสารหนังสือเดินทาง (Passport) ซึ่งฝ่ายลาว จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน โดยคืนหนังสือเดินทางชั่วคราว ให้แก่แรงงานลาวหลังจากรับสำเนาเสร็จแล้ว

เมื่อแรงงานลาวได้รับหนังสือเดินทาง(Passport) แล้วให้คืนหนังสือเดินทางชั่วคราวให้แก่ทางการลาว และให้หน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง ทำการตรวจลงตราและประทับตราให้อยู่ในไทย ตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในไทยที่เหลืออยู่หรือตามสัญญาจ้าง

สำหรับแรงงานลาวที่มีหนังสือเดินทางชั่วคราวแล้ว ต้องการจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิม เพื่อดำเนินการด้วยตนเอง ให้นายจ้างจัดทำสัญญาจ้างที่มีเงื่อนไขในรายละเอียดเกี่ยวกับค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ที่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้แรงงานลาวนำไปประกอบการจัดทำหนังสือเดินทาง โดยฝ่ายไทยจะอำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานลาวในการตรวจตรา Non Immigrant L-A เพื่อให้กลับเข้ามาทำงานกับนายจ้างรายเดิมในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนของวิสาหกิจจัดหางานลาว

ไม่ผ่านตรวจสัญชาติพ้นกำหนดต้องกลับ

สำหรับแรงงานลาวที่ทางการไทยได้ขึ้นทะเบียนและอนุญาตให้ทำงาน และยังไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 51,336 คน และทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบที่จะร่วมกันพิสูจน์สัญชาติ การตรวจลงตรา และประทับตราให้ในไทย และขออนุญาตทำงาน ที่หน่วยบริการเบ็ดเสร็จ(One Otop Service) โดยให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน - 31 สิงหาคม 2550นั้น

ผลการหารือในที่ประชุมเห็นชอบ ให้ฝ่ายลาวแต่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ และออกหนังสือเดินทางชั่วคราวให้แก่แรงงานลาวจำนวนที่ยังเหลืออยู่ 51,336 คนดังกล่าว มีระยะ 1 ปี โดยมีค่าใช้จ่าย 1,500 บาท/คน เพื่อทำหนังสือเดินทางตามที่กำหนด

ขณะที่ฝ่ายไทยเองต้องกำหนดแนวทางให้แก่นายจ้าง นำแรงงานลาวที่มีใบอนุญาตทำงานยังไม่หมดอายุและยังไม่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 51,336 คน เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ ขอตรวจลงตรา และประทับตราให้อยู่ในไทยและขอรับใบรับอนุญาตทำงานมีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

หลังจากนี้ฝ่ายไทยมีสิทธิ์ที่จะพิจารณายุติการผ่อนผัน ให้แรงงานลาวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอยู่และทำงานในประเทศไทยได้ทันที

สำหรับแรงงานลาวที่ไม่เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติหรือที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้ว แต่ยังไม่ดำเนินการตามแนวทาง และระยะเวลาที่กำหนด ต้องเดินทางกลับประเทศ และให้ดำเนินการเพื่อกลับเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป

รายงานแจ้งว่าการหารือร่วมกันครั้งนี้ ในที่ประชุมยังมีความเห็นว่าการจ้างแรงงานระหว่างไทย - ลาว อย่างถูกกฎหมายจากต้นทางตามระเบียบขั้นตอนที่ได้ระบุไว้ใน MOU ด้านการจ้างแรงงานไทย - ลาว ที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2545 เป็นแนวทางที่ดีที่สุด ในการทำให้การย้ายถิ่นฐานของแรงงานเป็นไปโดยถูกกฎหมาย และสามารถสกัดกั้นขบวนการค้าแรงงานระหว่าง 2 ประเทศได้

ส่วนกรณีที่แรงงานลาวประสบปัญหาจากนายจ้าง ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างสามารถร้องทุกข์ได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพฯ เขตพื้นที่ได้ทุกแห่ง

ในประเด็นการจัดระบบการจ้างแรงงานบริเวณชายแดน ทั้งผู้แทนไทยและลาวเห็นชอบที่จะเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย ศึกษาข้อตกลงว่าด้วยการเดินทางข้ามแดนระหว่างไทย - ลาว ซึ่งมีการลงนามเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2540 ทั้งนี้เพื่อให้การเดินทางข้ามแดนของแรงงานไทย - ลาว บริเวณชายแดนเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมายของทั้ง 2 ฝ่าย และสนับสนุนให้จังหวัด - แขวงชายแดนไทย - ลาวที่มีพรมแดนติดต่อกัน ปรึกษาหารือเพื่อแสวงหาแนวทางร่วมมือที่จะจัดระบบ

 

ที่มา : ผู้จัดการ




ลงวันที่ 21/02/2007 10:55:53
จำนวนผู้ชม 1716 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์