นายอภัย จัทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าได้ส่งร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการก่อนส่งให้สำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาต่อไป ทั้งนี้กระทรวงแรงงานได้พิจารณาทบทวนและปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ตามความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
สำหรับสาระสำคัญคือ เดิมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 กำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างไว้แต่มีขอบเขตจำกัดเฉพาะการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน และการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด ประกอบกับการที่มีข้อแนะนำภาคเอกชนให้กำหนดค่าจ้างและการปรับค่าจ้างประจำปี จึงทำให้นายจ้างยึดถือเอาการปรับค่าจ้างขั้นต่ำของคณะกรรมการค่าจ้างเป็นหลักการจ่ายค้าจ้าง โดยไม่คำนึงถึงความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของลูกจ้าง และปีใดหากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่ขึ้นลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้างเพิ่ม เป็นเหตุให้ขาดกำลังใจจะพัฒนาตนซึ่งมีผลต่อการพัฒนาประเทศ
ต่อเรื่องนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้คำแนะนำว่า ควรจะกำหนดอัตราค่าจ้างตามการประเมิน และควรให้เป็นไปตามกลไกของตลาด พร้อมกับเสนอให้เพิ่มเติมการพิจารณาเรื่องความเสี่ยงของอาชีพและช่วงระยะเวลาที่ประกอบอาชีพนั้นๆ
นอกจากนี้ยังมีความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการค่าจ้าง ที่ให้ยึดหลักไตรภาคี มีองค์ประกอบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น และมีสัดส่วนเท่ากันในแต่ละฝ่าย มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการคนอื่นได้แก่กรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากฝ่ายรัฐบาล 4 คน ฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างฝ่ายละ 5 คน โดยเลขาธิการคณะกรรมการค่าจ้างเป็นเลขานุการ ให้ตัดผู้ที่มีคุณวุฒิออก เพราะหากมีกรณีจำเป็นต้องใช้ความรู้ประสบการณ์เฉพาะด้าน คณะกรรมการค่าจ้างก็สามารถเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นครั้งคราวได้อยู่แล้วนั่นเอง
ต่อเรื่องนี้ สำนักงบประมาณเห็นว่าควรให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นเลขานุการคณะกรรมการค้าจ้าง และเป็นหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่เลขานุการของคณะกรรมการค่าจ้างด้วย แทนที่จะให้มีสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการค่าจ้างต่างหาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มหน่วยงานของรัฐและเพิ่มภาระงบประมาณแผ่นดินมากยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งทางกระทรวงแรงงานเห็นว่าประเด็นนี้ ควรให้ข้าราชการกระทรวงแรงงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นเลขานุการคณะกรรมการค่าจ้าง และให้คงชื่อสำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
สำหรับประเด็นสุดท้ายคือควรกำหนดเรื่องความเสี่ยงของอาชีพ และระยะเวลาที่ประกอบอาชีพ เพราะในข้อเท็จจริงของการประกอบการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างนั้น ในส่วนนี้เห็นควรให้คงหลักการนี้ไว้ตามเดิมโดยไม่เพิ่มเติมในเรื่องความเสี่ยงของอาชีพและระยะเวลาการประกอบอาชีพแต่อย่างใด
แหล่งข่าว : แนวหน้า