นายวิชัย ศิริสุจินต์ อัคราชทูตที่ปรึกษา ประจำสถานเอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามมาบัด ประเทศปากีสถาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมูลค่าการการค้าทั้งสองประเทศมีมูลค่าเพียง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าน้อยมาก โดยตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอีก 5 ปี เนื่องจากสินค้าไทยถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงประมาณ 48% โดยมีแนวคิดจะขยายเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยกับปากีสถาน โดยกระทรวงพาณิชย์ไทยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อศึกษาทางเทคนิค 1 ชุด ซึ่งคณะทำงานดังกล่าวเจรจาร่วมกับปากีสถานไปแล้ว 4 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเปิดเสรีเมื่อใด
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนักลงทุนและพ่อค้าไทยยังเข้ามาทำการค้ากับปากีสถานน้อยมาก เนื่องจากเกรงปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยภายในประเทศ และความไม่พร้อมของสาธารณูปโภค
นางเบญจวรรณ รัตนประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวหลังการหารือร่วมกับประธานหอการค้าปากีสถาน-ไทย ณ กรุงลาฮอร์ ประเทศปากีสถาน ว่า เป็นโอกาสที่ดีของสินค้าไทยที่จะเข้ามาในปากีสถาน เนื่องจากปากีสถานเป็นจุดศูนย์กลางการค้าภูมิภาค (ฮับ) ที่จะขนส่งสินค้าเชื่อมต่อไปยังตลาดของประเทศทางด้านเหนือ 10 ประเทศที่ไม่มีชายแดนติดทะเล และขณะนี้ปากีสถานอยู่ระหว่างพัฒนาท่าเรือคาวาร่า ขณะที่การขนส่งทางอากาศก็สะดวกเพราะการบินไทยได้เปิดเที่ยวบินตรงลาฮอร์-ไทยแล้ว
นางเบญจวรรณ กล่าวต่อว่า สินค้าประเภทอาหาร น้ำผลไม้ ผงซักฟอก น้ำยาชำระล้าง ผลิตภัณฑ์พลาสติก ปากีสถานก็สนใจจะนำเข้า โดยเฉพาะน้ำผลไม้จากไทย รวมถึงมะขามและผลิตภัณฑ์ลูกอม เพราะช่วยทำให้ชุ่มคอเหมาะสำหรับเมืองที่มีอากาศร้อน และช่วงเดือนรอมาฎอน
อย่างไรก็ตาม ปากีสถานได้ชักชวนให้ไทยลงทุนประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ โดยจะให้สิทธิพิเศษทางการลงทุน รวมทั้งเสนอให้นักลงทุนไทยเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปน้ำผลไม้ นอกจากนี้ยังชวนให้ไทยนำเข้าวัตถุดิบฝ้ายคุณภาพดีไปใช้ในการผลิตเสื้อผ้าสิ่งทอเพื่อส่งออกอีกด้วย สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์กรมเตรียมนำนักธุรกิจ เช่น บริษัท เอสบีเฟอร์นิเจอร์ ของไทยมาพบปะผู้นำเข้าของปากีสถานจำนวน 21 รายเร็วๆ นี้
แหล่งข่าว : ข่าวสด