'ปิโตรเคมี' แม่งานคุมเข้มมลพิษมาบตาพุด กู้วิกฤติ ขาดแคลนแรงงาน

'ปิโตรเคมี' แม่งานคุมเข้มมลพิษมาบตาพุด กู้วิกฤติ ขาดแคลนแรงงาน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ

    

นายศุภชัย วัฒนางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มปิโตรเคมี ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดสอนหลักสูตรผลิตแรงงานฝีมือระดับ ปวช.และ ปวส.หลักสูตรปิโตรเคมี เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย ที่ในอนาคตจะมีการขยายตัวต่อเนื่อง

"ในอนาคตมีความต้องการแรงงานที่จบด้านปิโตรเคมีจำนวนมาก โดยเฉพาะการลงทุนปิโตรเคมีระยะที่ 3 ที่กำลังมีการลงทุน มีความต้องการแรงงานที่จบการศึกษาด้านปิโตรเคมี ปี 2551-2555 รวม 5,000 คน หรือต้องมีแรงงานป้อนเข้าระบบปีละ 1,000 คน หลักสูตรดังกล่าว จะเปิดการเรียนการสอนเป็นปีการศึกษาแรก ในเดือน พ.ค.2552 ที่วิทยาลัยเทคนิค จ.ระยอง และวิทยาลัยการอาชีพมาบตาพุด จ.ระยอง ในปีแรกเปิดรับนักศึกษาได้ 50 คน จากนั้นปีต่อๆไปจะขยายจำนวนให้เพิ่มขึ้น"

นายศุภชัยกล่าวว่า กลุ่มฯจะสนับสนุนทุน การศึกษาและอุปกรณ์การศึกษา ขณะที่ 2 สถาบันการศึกษา ก็จะใช้เป็นสถานที่ในการพัฒนาฝีมือแรงงานปิโตรเคมีที่ทำงานอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยจะมีการนำแรงงานระดับ ปวช.และ ปวส.กลุ่มนี้ เข้ามาอบรมแบบเข้มข้น เพื่อยกระดับฝีมือให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิตปิโตรเคมี ล่าสุดผู้ประกอบการปิโตรเคมีที่ดำเนินโครงการในขณะนี้ พร้อมส่งพนักงานเข้ามารับการอบรม ในลักษณะมาอบรม 6 เดือน และกลับไปทำงานต่ออีก 6 เดือน

เร่งผลิตแรงงานคุณภาพสูง

การเน้นไปที่กลุ่ม ปวช.และ ปวส. เพื่อเป็นการเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยรุ่นใหม่ ว่าไม่ต้องตั้งเป้าเพียงแค่จบปริญญาตรีเท่านั้น เพราะการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรีก็มีศักยภาพ กลุ่มฯ จะพยายามผลักดันเพิ่มฐานเงินเดือนของแรงงาน ให้เทียบเท่าหรือสูงกว่าคนจบปริญญาตรีในบางสาขา

"เรื่องนี้ ภาคเอกชนหลายแห่งที่ทำธุรกิจปิโตรเคมี พร้อมสนับสนุนเพื่อให้แรงงานด้านนี้ ไม่โดนซื้อตัวไปทำงานในตะวันออกกลาง จีน และไต้หวัน ที่เร่งขยายการลงทุนปิโตรเคมีในอนาคต ให้มีกำลังการผลิตสูงกว่าปัจจุบันอีก 30% โดยเฉพาะไต้หวันที่บริษัทฟอมูซ่า พลาสติก จำกัด จะลงทุนผลิตเอททีลีนและโพรพิลีนอีก 1 ล้านตันต่อปี"

นายศุภชัยกล่าวว่า การเตรียมตัวผลิตแรงงาน เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับปิโตรเคมีระยะที่ 3 ที่เป็นการลงทุนของบริษัท ปตท. จำกัด และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด รวมกัน 370,000 ล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ใน 10-20 ปีข้างหน้า

ลดมลพิษที่มาบตาพุด

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส.อ.ท. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวเรื่องปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดนั้น กลุ่มฯจะเป็นผู้ประสานงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามลพิษที่จะถูกปล่อยออกมาจากอุตสาหกรรมทุกประเภทในมาบตาพุด ซึ่งในปิโตรเคมีระยะที่ 3 ปตท.จะใช้งบ 10,626 ล้านบาท ปูนใหญ่ใช้งบ 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลดปริมาณก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) ลงจากเดิมที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ที่กรมควบคุมมลพิษประกาศบังคับใช้ก็ตาม

"จะมีการลด NOx ลงอีก 27% และ SOx ลงอีก 75% ส่วนการควบคุมสารอินทรีย์ระเหย (VOC) ก็จะปฏิบัติตามเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษ ขณะที่ในภาพรวมทุกโรงงานจะช่วยกันลดปริมาณกากของเสียให้ได้ปีละ 1,700 ตัน, ลดน้ำเสียปีละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร"

นายศุภชัยกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีสามารถลงทุนได้ต่อไปที่มาบตาพุด และไม่ถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างมีความพร้อม อาทิ ใกล้แหล่งวัตถุดิบ, มีท่าเรือน้ำลึก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษ และอยู่ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ได้ด้วย ยอมรับว่ากลุ่มฯอยู่ในภาวะสับสนมากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อถูกโจมตีว่าโรงงานปิโตรเคมีเป็นตัวการก่อให้เกิดมลพิษ แม้ว่าในข้อเท็จจริงปริมาณมลพิษที่ถูกปล่อยออกมาไม่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด และการชะลอให้การส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ชะงักไปเมื่อเดือน ม.ค.-มี.ค. ได้ส่งผลสะเทือนที่รุนแรงต่อภาพพจน์ของไทย ในสายตานักลงทุนทั่วโลก

นายศุภชัยกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้สั่งการให้โรงงานที่มีการปล่อยมลพิษที่แม้จะไม่เกินค่ามาตรฐาน ต้องลดปริมาณการปล่อยลงมาให้ได้ 20% ขณะที่โรงงานที่จะเข้าไปลงทุนใหม่ๆ ก็ต้องปล่อยมลพิษได้ไม่เกิน 80% ของปริมาณที่จะมีการปล่อย ซึ่งทุกโรงงานพร้อมปฏิบัติตาม จากนี้ไปภาคอุตสาหกรรมต้องเป็นตัวนำเพื่อเป็นฟันเฟืองกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต เพราะไทยหมดยุคที่จะพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลักได้แล้ว เพราะปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยมาตั้งแต่ต้นเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา เพราะใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นวัตถุดิบ ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆที่เป็นการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ และที่สำคัญนักลงทุนปิโตรเคมีจากทั่วโลก ก็ให้ความสำคัญแก่ประเทศไทย

"ถือได้ว่าไทยเป็นผู้นำของอาเซียน ทั้งเรื่องกำลังการผลิตและเทคโนโลยี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซียก็สู้ไทยไม่ได้ แม้ว่าไทยจะเป็นรองเพียงแค่จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น โดยไทยเป็นรองจีนในด้านกำลังการผลิต ขณะที่เทคโนโลยียังเป็นรองเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนจะต้องจับมือกัน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาของอุตสาหกรรมประเภทนี้ให้เติบโตต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสกัดไม่ให้มีปัญหามลพิษ เพราะในอนาคตหากมีการย้ายฐานการลงทุนไปตั้งในพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ (เซาเทิร์นซีบอร์ด) จะได้ไม่ถูกต่อต้าน".

 

 

แหล่งข่าว : ไทยรัฐ




ลงวันที่ 05/06/2007 10:55:28
จำนวนผู้ชม 2901 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์