โรงงานนับหมื่นรอปิดตัว สภาองค์การลูกจ้างเสนอ 7 มาตรการให้รัฐเร่งทำใน 7 วัน ขู่ชุมนุมใหญ่หาก “ขิงแก่” หูทวนลม กรรมาธิการแรงงานได้ที นักวิชาการ-เอกชนยืนยันเงินบาทแข็งค่าไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เตือนรัฐออกมาตรการแก้ไขต้องระมัดระวัง พร้อมหนุนลดดอกเบี้ยนโยบายในสัดส่วนสูง ช่วยแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 ก.ค.50 นายบรรจง บุญรัตน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย และนายมนัส โกศล กรรมาธิการแรงงานฯสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นำพนักงานบริษัทไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ตเอ็กซปอร์ต จำกัด จำนวน 100 คนเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี สร้างเสถียรภาพให้ภาคการผลิตไทย พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ เสนอ 7 มาตรการให้พิจารณาและดำเนินการใน 7 วัน
สำหรับมาตรการทั้ง 7 ได้แก่ 1.ออกกฎหมายพิเศษห้ามปิดวิสาหกิจที่กำลังมีปัญหา 2.ให้ธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทันที 1% และต้องลดลงอีก เพื่อช่วยพยุงฐานะของวิสากิจ 3.กำหนดค่าเงินบาทที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ผันผวนได้บวกลบ 3% 4.ใช้กองทุนประกันสังคมค้ำประกันเงินกู้รัฐวิสาหกิจต่างๆ 5.ควบคุมเงินลงทุนต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ให้ถอนเงินกลับต่างประเทศเป็นเวลา 2 ปี 6.ใช้กลไกอาเซียน+3(จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) แก้ไขความผันผวนของเงินตราอย่างรีบด่วน เพื่อพัฒนาสู่กองทุนการเงินเอเซีย ป้องกันผลกระทบของความผันผวนของค่าเงินระยะยาว 7.เร่งรัดปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับโลจิสติก ในการสนับสนุนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของไทยปี 50 เพิ่มขึ้นเป็น 3.8-4.3% จากเดิมที่คาดว่า จีดีพีทั้งปีจะเติบโต 3.5-4% โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ต้นไตรมาส 4 ปีนี้ เพราะมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 34.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับปัจจัยบวกของภาวะเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ยังขยายตัวสูงต่อเนื่องดอกเบี้ยในประเทศลดลง ช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนไตรมาส 4 ปีนี้ได้ การใช้งบประมาณขาดดุลของภาครัฐ นโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเลือกตั้งช่วงปลายปี จะสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการมากขึ้น ส่วนปัจจัยลบได้แก่ การเมืองขาดเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังต่ำสุดในรอบ 5 ปี ไม่มีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย และผู้ประกอบการชะลอการลงทุนและจ้างงานอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการส่งออกปีนี้จะเติบโต 12.5% คิดเป็นมูลค่าส่งออก 144,248 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การนำเข้าขยายตัว 9.1% คิดเป็นมูลค่า 137,439 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะเกินดุลการค้าประมาณ 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่คาดว่าเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.1%
วันเดียวกัน นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยเดือน มิ.ย.50 ปรากฎว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงอยู่ที่ 80.9 จาก 86.1 ในเดือนพ.ค.ต่ำกว่าเดือนมิ.ย.49 ที่อยู่ในระดับ 87.9 ซึ่งเป็นผลจากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายทั้งในและต่างประเทศลดลง โดยในประเทศเป็นผลจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคชะลอการบริโภคสินค้าประเภทคงทน ด้านต่างประเทศมาจากเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องนับจากต้นปี 4% และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ขณะที่ นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบัน เป็นสถานการณ์ที่แข็งค่าเทียม ไม่สะท้อนการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น และทรัพย์สินที่แท้จริงภายในประเทศ เพราะเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้ามาเพื่อซื้อหุ้นเป็นเงินทุนของต่างชาติ เมื่อต่างชาติตัดสินใจถอนทุนกลับไป อาจมีปัญหา ขณะนี้ราคาทรัพย์สินและหุ้นต่างๆ สูงกว่าเป็นจริงต้องระมัดระวังในการแก้ปัญหา
ที่มา : สยามรัฐ