"ลูกจ้าง” แฉรัฐ-นายจ้าง อ้างบาทแข็งไล่คนงานออก ไม่จ่ายค่าชดเชย เสนอ ตั้ง คกก.ตรวจสอบ-ตั้งกองทุนประกันเสี่ยงเลิกจ้าง พร้อมเรียกร้องขึ้นค่าแรงวันละ 300 บ.ทั่วปท. ขณะนี้นักวิชาการ ชี้อีก 2 ปีไทยเจอวิกฤตินายทุนย้ายฐานการผลิต
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมกับ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย จัด เวทีสาธารณ เรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปการเมืองและสังคม เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิต ลูกจ้าง” โดย น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวในระหว่างการบรรยายในหัวข้อ "ผลกระทบค่าเงินบาท ต่อคุณภาพชีวิตคนงานและค่าจ้าง”ตอนหนึ่ง ว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างโดยตรงเห็นได้จากสถานประกอบการกว่า 30 แห่งต้องปิดกิจการลง ส่งผลให้ลูกจ้างจำนวนมากต้องลอยแพ โดยเฉพาะลูกจ้างอายุ 40 ปีขึ้นไป พวกเขาไม่มีทางเลือกในการทำงาน ต้องไปทำงานนอกระบบ ขณะที่ลูกจ้างบางรายก็ถูกเลิกจ้างอย่างไม่ชอบธรรม เนื่องจากถูกนายจ้างใช้วิธีกดดัน ทางอ้อม อาทิ สั่งพักงาน ทำให้ลูกจ้างส่วนหนึ่งไม่สามารถทนรับกับเหตุการณ์ดังกล่าวต้อง ลาออกเองในที่สุด และสุดท้ายก็ไม่ได้รับค่าชดเชยเต็มตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด
น.ส.วิไลวรรณ กล่าด้วยว่า จากการตรวจสอบที่ผ่านมาพบว่าปัญหาการเลิกจ้างบางครั้งก็ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจขาลงเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากนายจ้างต้องการย้ายฐานการผลิตที่มีค่าแรงราคาถูกกว่า สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ลูกจ้างได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ที่ผ่านมารัฐมักโทษแต่ปัญหาค่าเงินบาท แต่กลับไม่เสนอแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน และการ ที่กระทรวงแรงงานออกมาแต่งตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย เป็นเพียงสร้างภาพเท่านั้น ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จ จริงกรณีเลิกจ้าง พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงกรณีเลิกจ้างด้วย
"กองทุนประกันความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยรัฐต้องเรียกเก็บจากนายจ้าง ซึ่งสัดส่วนให้พิจารณาตามขนาดของโรงงานและความเสี่ยงต่างๆ เพราะหากเกิดการเลิก จ้างขึ้นมา ลูกจ้างจะได้มีเงินชดเชยจากกองทุนดังกล่าวได้ ที่สำคัญ รัฐต้องให้ความคุ้มครองในสิทธิแรงงานอย่างครบถ้วน อย่างในเดือนตุลาคมนี้จะมีการปรับค่าจ้างในหน่วย งานราชการทั่วประเทศ ก็ควรมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้ลูกจ้างด้วย โดยจากปัจจุบันอยู่ที่ 191 บาทปรับเป็น 250-300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเลือกปฏิบัติ " น.ส. วิไลวรรณ กล่าว
ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปัญหาการเลิกจ้างนั้นไม่ควรที่จะมองแยกส่วน แต่ผลกระทบจากค่าเงินบาทเป็น ส่วนหนึ่งทำให้สถานประกอบการต้องปิดกิจการลง ปัจจัยหลักคือการที่นายทุนพยายามที่จะลดการผลิต ลดต้นทุนของการผลิต สินค้าไม่มีคุณภาพ ดังนั้นคนที่เข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะลูกจ้างรัฐบาลเองก็ต้องมีบทบาทสำคัญในการบริหารโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ พื้นฐานอำนวยต่อการลงทุน ผู้ประกอบการเองก็ต้องมีการลงทุนด้านมนุษย์รวมถึงเทคโนโยลีที่ทันสมัยและมีคุณภาพ แรงงานเองก็ต้องพัฒนาตัวเองให้มีทักษะฝีมือ สามารถที่จะแข่ง ขันในตลาดโลกได้ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้อง ระวัง คือภายใน 1-2 ปีนี้ประเทศไทย โดยเฉพาะแรงงานไทยจะประสบวิกฤติปัญหาการย้าย ฐานการผลิตอย่างสูง ถ้าหากไม่มีการปรับตัวให้ตัว ยังต้องพึ่งพาทุน และตลาดต่างชาติ นาย จ้างก็จะทยอยปิดกิจการเลิกจ้างแรงงานในที่สุด
ด้าน รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจไทยขณะนี้มี 3 รูปแบบ คือ 1.รับจ้าง ผลิต 100% 2.รับจ้างผลิต แบบลงทุนเองบ้าง และ3.รับจ้างผลิตแบบลงทุนเองทั้งหมด ซึ่ง หากเกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจระบบรับจ้างผลิต 100% ซึ่งมีอยู่ประมาณ 33% ในประเทศ ได้รับผลกระทบมากที่สุดเห็นได้ชัดจาก กรณีโรงงานไทยศิลป์ สหยูเนี่ยน เป็นต้น สุดท้าย คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือคนงาน ฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดเราต้องมีคุณภาพสินค้า มีตลาด มียี่ห้อของตนเอง อาศัยการพึ่งพาตลาดนอกให้น้อยที่สุด
แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ