Value Way : ข้อคิดก่อนประกาศผลประกอบการ

Value Way : ข้อคิดก่อนประกาศผลประกอบการ | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



มนตรี นิพิฐวิทยา
หลายวันที่ผ่านมานี้ ตลาดหุ้นเกิดอาการหมดแรง ต่างชาติเกิดกลับลำมาขายต่อเนื่องอย่างไม่สนใจว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ที่เห็นกันชัดๆ คือ ต่างชาติเคยไล่ซื้อหุ้นกลุ่มไหน บริษัทไหน เวลาขายก็ไล่ขายกลุ่มนั้นบริษัทนั้นเช่นกัน จนทำให้ผมสังเกตเห็นชัดๆ เลยว่าการขึ้นของตลาดหุ้นครั้งนี้ เกิดจากการไหลของเงินทุนจากต่างประเทศ และเลือกที่จะซื้อหุ้นเฉพาะบริษัทเฉพาะกลุ่มจริงๆ ไม่ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งตลาดอย่างที่เคยเป็นมา

สิ่งที่ผมเห็นอีกเหมือนกันคือ เห็นการขึ้นลงของหุ้นบางบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดีที่ขึ้นแล้วไม่ค่อยลง หรือขึ้นก็ขึ้นเลย ตลาดลงหุ้นนี้ก็ยังเฉยๆ จนอาจจะสรุปได้ว่าหุ้นขึ้นลงในช่วงที่ผ่านมานี้ เกิดจากกระแสเงิน และผลประกอบการของบางบริษัท บางบริษัทที่นักลงทุนหลายๆ คนคาดการณ์ไว้ว่าจะแสดงผลประกอบการที่โดดเด่นออกมานั้น ราคาอาจจะปรับตัวสูงขึ้นเพื่อมารอรับข่าวก่อนหน้าแล้ว แต่พอผลประกอบการออกมาตามที่คาดไว้ ราคาก็กลับลง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่านักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นนั้นๆ ไว้ ก็แค่เพียงเพื่อเก็งราคาหุ้นตามความคาดหมายที่กำลังจะออกมากันเป็นส่วนใหญ่

ผมเองเคยกล่าวไว้เสมอว่า การแสดงกำไรของบริษัทนั้น สามารถทำให้ออกมามากหรือน้อยก็ได้ตามแต่ที่ผู้บริหารอยากจะให้แสดงออกมาผ่านทางบัญชี ทั้งนี้มาตรฐานการบัญชีนั้น เปิดทางให้สามารถตั้งสำรองต่างๆ ได้ แต่ต้องทำภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐาน และมีการเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน

แต่ปัญหาก็คือ จะมีสักกี่คนที่สนใจจะอ่านให้ละเอียด หลายคนอาศัยฟังคนอื่น อาศัยดูจากสื่อสาธารณะอื่นๆ แล้วก็ซื้อเลย ที่เหลือวัดดวงเอา เรื่องนี้ขอย้ำอีกครั้งว่าอันตรายเป็นที่สุด เพราะใครมีข้อมูลมากกว่า (ในที่นี้หมายถึงใครหาและวิเคราะห์ข้อมูลได้มากกว่า) จะเป็นผู้ได้เปรียบและกำหนดกลยุทธ์เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราเข้าไปโดยไม่มีอาวุธเลย ก็เป็นที่แน่นอนว่า เสร็จเขาแน่ๆ เหมือนอย่างที่เคยกล่าวไว้ว่า “อย่าเล่นในเกมที่เราเสียเปรียบ” หลีกเลี่ยงเสียจะดีกว่า

อีกประการหนึ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ก็คือ คำว่า "เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ” และคำนี้เน้นหนักมากเมื่อเราเอาไว้ใช้ดูงบการเงิน หรือวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของกิจการ

ในงบการเงินนั้น เวลาบริษัทเสนอรายงานทางการเงินตามงวดเวลา บริษัทจะมีรูปแบบการนำเสนอ เช่นแสดงกำไรจากการทำมาค้าขายปกติของบริษัท และอาจมีการแสดงกำไรจากสินทรัพย์ สุดท้ายรวมกันเป็นกำไรนั่นเอง แต่รูปแบบของมันคือ ส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินธุรกิจปกติ เช่น ขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งเป็นส่วนที่มีต่อเนื่องและเป็นหลักของกิจการ และส่วนที่ได้มาจากการขายสินทรัพย์ที่ซึ่งอาจจะไม่ได้มีการขายอย่างต่อเนื่อง

แต่ถ้ามีจะทำให้เกิดกำไรที่ดูแล้วเติบโตจนน่าประหลาดใจ หรือแม้กระทั่งพยายามจะแสดงกำไรผ่านงบการเงินในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เป็นเนื้อหาเดียวกัน เพียงอยากจะแสดงให้มันโดดเด่นขึ้นมา แน่นอนเป็นการหวังผลแน่ๆ

สิ่งที่อยากจะเอากลับมาเน้นย้ำกันอีกครั้งคือ กำไรที่แสดงออกทางงบกำไรขาดทุนนั้น เป็นกำไรทางบัญชี กำไรทางบัญชีนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นกำไรที่เป็นเงินสด หลายคนอาจจะบอกว่าไม่เป็นไร มันก็กำไรเหมือนกัน แต่ผมจะบอกว่าถ้ามีแต่ตัวเลขกำไร แต่ไม่มีเงินสด ใครจะทำมาค้าขายด้วยครับ ธนาคารไหนจะกล้าปล่อยกู้ ผู้ขายวัตถุดิบรายไหนกล้าขายของให้ ลูกค้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีของขายให้เขาได้ต่อเนื่อง

ที่ต้องมาย้ำกันอีก ก็เพราะช่วงนี้เป็นช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาสสอง หรือครึ่งปี ครึ่งทางสำหรับทุกบริษัทแล้วครับ เราในฐานะนักลงทุนควรทำการตรวจสอบผลงานของกิจการที่ตนเองได้ลงทุนไว้ และอาจจะตรวจสอบบริษัทที่หมายตาเอาไว้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และระมัดระวังมากขึ้นครับ

 

แหล่งข่าว : กรุงเทพธุรกิจ BizWeek




ลงวันที่ 16/08/2007 06:08:40
จำนวนผู้ชม 1597 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์