นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวในงานสัมมนา “จับตากระแสส่งออก สร้างโอกาสไทยสู่ตลาดโลก” ที่ธนาคารกรุงเทพ ว่า อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยยังอยู่ช่วงของฝุ่นตลบ หลังจากที่สหรัฐฯได้ยกเลิกโควตาสิ่งทอตั้งแต่ปี 47 เป็นต้นมา ซึ่งผลจากการยกเลิกโควตาส่งผลให้ผู้นำเข้าต้องการซื้อสินค้าในราคาที่ต่ำลง ขณะที่ผู้ผลิตก็แข่งขันกันปรับลดราคาสินค้า หรือความต้องการซื้อและขายเกิดความไม่สมดุล แต่ขณะนี้ฝุ่นเริ่มเบาบางลง จากนี้ผู้นำเข้าจะต้องจับเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิต
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เกิดจากการขาดการจัดการที่ดี ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง ดังนั้น ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน โดยในปีนี้เชื่อว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ติดลบ 4-5% จากปี 49 ปรับตัวลดลง 2.7-2.38% และจะเริ่มฟื้นตัวในปี 51 โดยมีอัตราการขยายตัวเป็นบวก ขณะที่อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในปีนี้เชื่อว่าจะติดลบ 1-2% เนื่องจากอุตสาหกรรมสิ่งทอยังมีอัตราการขยายตัว แต่เมื่อร่วมกับเครื่องนุ่งห่มแล้วทำให้อัตราการขยายตัวติดลบ ในจุดนี้ทำให้การใช้แรงงานปรับตัวลดลง จากปัจจุบันทั้งอุตสาหกรรมมีพนักงานอยู่ 600,000 คน
นายเดชกล่าวว่า ปัจจุบันทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ได้มีการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มอย่างรวดเร็ว ไปยังภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะส่งผลดีให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของรัฐ ดังนั้น รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของไทย อย่างไรก็ตาม หาก ค่าเงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เชื่อว่าจะมี คนตกงานอีกมาก
ด้านนายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารยังอนุมัติสินเชื่อให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่มเป็นปกติ ไม่มีการตัดวงเงิน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ปี 47 หลังจากที่สหรัฐฯได้ยกเลิกโควตา นำเข้า ทำให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กไม่ได้รับโควตา ทำให้ต้องปรับตัวมาผลิตสินค้าอื่นแทน แต่ถ้าปรับตัวไม่ได้ก็ต้องปิดกิจการ ซึ่งเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมีผลต่ออุตสาหกรรมบ้าง และการปิดกิจการเกิดจากการยกเลิกคำสั่งซื้อ และผลิตในสิ่งที่ไม่ถนัด.
แหล่งข่าว : ไทยรัฐ