นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมการส่งออกปีหน้าจะขยายตัวได้ดี แต่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาตนเอง โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาแบรนด์ของตนเอง ซึ่งต่อไปเชื่อว่ายังมีโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มปิดตัวอีก โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กและโรงงานที่ไม่ปรับตัวรับมือกับปัจจัยเสี่ยง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 2,000 แห่ง ในจำนวนนี้มีโรงงานขนาดใหญ่และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพียง 200 แห่ง ซึ่งกลุ่มนี้ไม่น่ามีปัญหาการปิดตัว ส่วนเวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งไทยเห็นว่าไม่กระทบกับการส่งออกไทย เพราะคุณภาพสินค้าของไทยและเวียดนามต่างกัน จึงทำตลาดที่แตกต่าง
ส่วนการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่มห่ม ปี 51 คาดว่าจะขยายตัว 10% มูลค่า 3,800-4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลจากคำสั่งซื้อสินค้าจากตลาดญี่ปุ่นและตลาดยุโรปเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นเป็นผลจากการทำหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) ทำให้ได้รับการลดภาษีสินค้านำเข้าในกลุ่มนี้ ส่วนตลาดยุโรปเป็นผลจากค่าเงินยูโรแข็งค่า ส่งผลให้ราคาสินค้าไทยถูกลง
ขณะนี้ตลาดยุโรป กำลังประสบปัญหาเงินยูโรแข็งค่า ซึ่งจะทำให้มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้นจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน ที่ส่งผลให้ราคาสินค้าไทยถูกลง รวมถึงผลการลดภาษีนำเข้าจากเจเทปาด้วย ขณะที่การส่งออกไปตลาดสหรัฐคงไม่เติบโต เนื่องจากปัญหาซับไพร์มที่เกิดขึ้น”
อย่างไรก็ตามตลาดที่น่าสนใจปีหน้าอีกแห่งคือตลาดจีน เนื่องจากจีนมีแนวโน้มขยายตัวการบริโภคสูง พิจารณาจากอัตราขยายตัวเงินเฟ้อปีนี้ที่คาดว่าจะสูง 6-7% ทำให้โอกาสที่จะเข้าไปบุกตลาดนี้มีอีกมาก.
แหล่งข่าว : เดลินิวส์