14 องค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมต้าน "พ.ร.บ.ความมั่นคง" สับให้อำนาจ กอ.รมน.ล้นฟ้าเป็น "รัฐซ้อนรัฐ"

14 องค์กรสิทธิมนุษยชนร่วมต้าน "พ.ร.บ.ความมั่นคง" สับให้อำนาจ กอ.รมน.ล้นฟ้าเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



วันที่ 21 ต.ค.50 องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรภาคประชาชน 14 องค์กรร่วมกันออกแถลงการณ์และจัดแถลงข่าวคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)หลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แก้ไขร่างฉบับเดิมที่ถูกต่อต้านอย่างหนัก

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนหน้านี้แม้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และ พล.ท.พิชษณุ ปุจฉาการ โฆษกกระทรวงกลาโหมจะระบุถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งออกกฎหมายนี้ให้ทันภายในรัฐบาลปัจจุบันเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ แต่ทางคณะกรรมการประสานงานรัฐบาล-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป) กลับมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ ครม. รับร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวกลับไปปรับแก้ใหม่

สมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) กล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตย และตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ประชาชนต้องทราบชัดเจนว่าสิ่งใดกฎหมายห้ามไม่ให้ทำ เพราะเหตุใด การให้คำนิยาม ‘ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร’ ในกฎหมายนี้ให้ดุลพินิจกับรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจได้กว้างขวางตามอำเภอใจ ประชาชนไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิที่จะทำอะไรได้บ้าง ประเด็นที่ห่วงมากที่สุด คือ การรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่หน่วยงานเดียว ภายใต้เหตุผลข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐ ทั้งๆ ที่ไทยมีระบอบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

“เราจะมีระบบที่หน่วยงานความมั่นคงมีอำนาจล้นเหลือที่เป็นเหมือนมีเกสตาโป ควบคุม แทรกแซงทุกหน่วยงาน เข้าไปกำกับด้วย หลักการถ่วงดุลเสียหมด ไม่สามารถให้ศาลยุติธรรมตรวจสอบได้ ประชาชนจะพึ่งใครถ้าเกิดเหตุการณ์ละเมิดขึ้น”สมชายกล่าว

ไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.) กล่าวว่า ร่างฉบับนี้มีการแก้ไขจากฉบับที่แล้วเฉพาะในส่วนที่ถูกคัดค้านมาก ซึ่งแม้จะเปลี่ยนให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) แทนผู้บังคับบัญชาการทหารบก แต่นายกฯ ก็สามารถมอบอำนาจให้ผู้บัญชาการกองทัพบกในฐานะ รอง ผอ.รมน. ใช้อำนาจแทนได้

อีกทั้งในมาตรา 14 ยังระบุให้มีการใช้อำนาจในสถานการณ์ปกติ และมีอำนาจจัดตั้งศูนย์บัญชาการในพื้นที่ได้นอกเหนือจากโครงสร้างปกติ นอกจากนี้ยังมีการอนุญาตให้ กอ.รมน.ใช้กฎหมายอื่นๆ ได้ด้วย โดยมาตรา 6 ระบุว่ามติ ครม.อาจตั้งให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.เป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นได้หมด แม้แต่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมติ ครม.อาจกำหนดให้ทุกกระทรวงมอบอำนาจให้ กอ.รมน. ทำแทนได้หมด

“กฎหมายฉบับนี้ให้ กอ.รมน. คุมงานในประเทศไทยได้ทั้งหมด ทำแทนราชการได้ทั้งหมด เราจึงพูดได้ว่ามันเป็นรัฐซ้อนรัฐ” ไพโรจน์กล่าว

เขากล่าวต่อว่า ในร่างกฎหมายนี้ยังระบุให้ กอ.รมน.สั่งหยุดการชุมนุมได้ด้วย ทั้งที่การชุมนุมเป็นเครื่องมือในการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ได้รับรองในรัฐธรรมนูญ 2550 การออกกฎหมายนี้จึงทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหมันทันที นอกากนี้คำสั่งของ ผอ.รมน.ก็ตรวจสอบไม่ได้ เจ้าหน้าที่หากทำตามคำสั่งไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

“ถ้าจะอ้างการแก้ปัญหาความมั่นคงเรามีกฎหมายอื่นเพียงพออยู่แล้ว และการเลือกตั้งก็กำลังจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ รัฐบาลนี้เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ ไม่ควรออกกฎหมายฉบับใดที่จะมีผลกระทบระยะยาวต่อการบริหารประเทศและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่นนี้” ไพโรจน์กล่าว

สุนัย ผาสุก ตัวแทนจากองค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ Human Rights Watch กล่าวว่า องค์กรระหว่างประเทศจับตามองตั้งแต่ร่างกฎหมายความมั่นคงร่างแรกออกมาแล้ว และเห็นว่าการออกกฎหมายนี้ทำให้เปิดทางให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกว้างขวาง คลุมเครือครอบจักรวาล โดยไม่มีเงื่อนเวลาและการตรวจสอบ นอกจากนี้การออกกฎหมายลิดรอนสิทธิประชาชนต้องมีการชี้แจงต่อสหประชาชาติ แต่การออกกฎหมายลักษณะนี้ถือเป็นการหลีกเลี่ยงการชี้แจงต่อนานาชาติ

เขาระบุด้วยว่ารายละเอียดของกฎหมายมีปัญหาหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการให้ กอ.รมน.เป็นเจ้าหน้าที่ใดๆ ก็ได้ ซึ่งมีตัวอย่างการแต่งตั้งหรือการจ้างบุคคลอื่นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐให้เห็นในต่างประเทศแล้ว เช่น การที่ซีไอเอของสหรัฐจ้างบริษัทเอกชนมาสอบสวนนักโทษ มีการทรมานนักโทษจนเป็นข่าวโด่งดัง

นอกจากนี้ยังมีการให้อำนาจจับกุมคุมขังให้ความชอบธรรมกับการจัดตั้งคุกทางการเมืองนานถึง 6 เดือนโดยไม่มีกระบวนการตรจสอบ, การกำกับ แทรกแซง การบริหารราชการในทุกระดับ, การสร้างสภาวะการไม่ต้องรับผิด ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคคลที่ได้รับการแต่งตั้งอยู่เหนือกฎหมาย

“ถ้าให้กฎหมายนี้ผ่าน น่าคิดว่าหลังการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีประชาชนบางพื้นที่ บางภาคไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรม จะมีการใช้กฎหมายนี้กดหัวชาวบ้านให้ยอมรับหรือไม่”

อังคณา นีละไพจิตร คณะทำงานยุติธรรมและสันติภาพ ยกตัวอย่างสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของ กอ.รมน.ภาค 4 ว่า มีการสั่งปิดล้อมทุกหมู่บ้าน และควบคุมตัวประชาชนหลายร้อยคนซึ่งไม่มีหลักฐานความผิดชัดเจน แต่ทางการสงสัยว่าเป็นแนวร่วมไปฝึกอบรมอาชีพ 4 เดือนในค่ายทหาร ปัจจุบันผู้ถูกคุมตัวได้ร้องขอต่อศาลให้ไต่สวนและปล่อยตัว จะเห็นได้ว่าชาวบ้านไม่ได้ประท้วงปิดถนน แต่พยายามจะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ อังคณากล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวทนายความได้เบิกความในศาลโดยอ้างคำสั่งแม่ทัพภาค 4 ว่าห้ามบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในค่ายฝึกอบรมอาชีพเข้าหมู่บ้าน หากเป็นเช่นนี้จะให้พวกเขาเหล่านั้นไปไหน จะรับผิดชอบต่อชีวิตพวกเขาและครอบครัวอย่างไร

“กฎหมายนี้ได้ทำลายหลักนิติธรรมอย่างสิ้นเชิง ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ต้องมีความสำคัญเท่าๆ กัน แต่กฎหมายนี้ให้อำนาจ กอ.รมน. เบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยไม่แยแสตุลาการ หรือคิดว่านั่นคือความยุติธรรมแบบทหาร”

สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวว่า รัฐบาลนี้มีความพยายามจะออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหลายๆ เรื่อง โดยอ้าง ‘ความมั่นคงแห่งชาติ’ ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่นำไปใช้ในทางมิชอบ อีกทั้งการออกกฎหมายก็ไม่มีความชอบธรรมทั้งในกรระบวนการและเนื้อหา โดยกฎหมายเกี่ยวกับสื่อที่ผ่าน สนช.มานั้นจะมีเนื้อหาเหมือนกันในการให้รัฐมีอำนาจสั่งเซ็นเซอร์ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ วิดีโอ ภาพยนตร์ คอมพิวเตอร์ รัฐสามารถดำเนินคดีได้ถ้าเห็นว่าขัดกับ ''ความมั่นคงของชาติ'' ซึ่งเป็นคำที่หลวมมากจนท้ายที่สุดเท่ากับการขัดผู้มีอำนาจรัฐนั่นเอง

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ผอ.องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International Thailand) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเดินทางอยู่บนทางสองแพร่งว่าจะไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง หรือไปสู่การสถาปนารัฐทหารแบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ กฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดปัญหาระยะยาว ทำให้มีระบบคิดแบบทหารมากขึ้นเรื่อยๆ สาธารณชนต้องจับตามองความไม่โปร่งใส และเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

 

แหล่งข่าว ; ประชาไท




ลงวันที่ 24/10/2007 15:45:48
จำนวนผู้ชม 1600 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์