นักวิชาการระบุสังคมไทยเสี่ยงวิกฤต ประชากรวัยเด็ก-แรงงานมีแนวโน้มลดลงใน 2-3 ปีนี้ ขณะที่วัยสูงอายุกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งครอบครัวไทยมีลูกไม่ถึง 2 คน หวังรัฐบาลชุดใหม่แก้ไข
ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประชากรวัยแรงงานของไทยมีแนวโน้มลดลงในอีก 2-3 ปีที่นี้ ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยสูงอายุกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสิ่งน่าวิตกและควรได้รับการแก้ไขคืออัตราเจริญพันธุ์รวมยอดลดจาก 6.3 คน ในช่วงปี 2507 – 2508 เหลือประมาณ 1.61 คน ในช่วงปี 2548 – 2549 หรือครอบครัวในปัจจุบันมีลูกต่ำกว่า 2 คน การลดลงของภาวะเจริญพันธุ์ดังกล่าวทำให้โครงสร้างของครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงแบบกลับตาลปัตร คือ จากการที่ร้อยละประชากรวัยเด็ก (อายุ 0 – 4 ปี) สูงสุดในปี 2513 เป็นร้อยละของประชากรกลุ่มปู่ย่า ปู่ทวดสูงที่สุดในปี 2553
ผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ กล่าวว่า การที่สัดส่วนของประชากรวัยแรงงานจะลดลงในอีก 2-3 ปีต่อจากนี้ และประชากรวัยสูงอายุที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแน่นอน แม้จะมีการระบุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 – 10 ว่า ให้ประเทศมีโครงสร้างประชากรที่สมดุลและขนาดครอบครัวที่เหมาะสม โดยระบุภาวะการเจริญพันธุ์ที่ 2.05 คน หากแต่ยังไม่มีการวางแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ศ.ดร.เกื้อ กล่าวอีกว่า รัฐควรวางแนวทางลดหย่อนภาษีรายได้ของผู้มีบุตรในอัตราก้าวหน้าตามจำนวนบุตรที่เพิ่มขึ้น การลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรการลดหย่อนภาษีแก่ผู้เป็นมารดาที่ต้องทำงานไปด้วย การจัดสรรเงินสวัสดิการช่วยเหลือตามจำนวนบุตรที่เพิ่มขึ้น เพื่อเร่งให้คนไทยต้องการมีบุตรเพิ่มมากขึ้น การลาหยุดงานเพื่อดูแลบุตรที่เจ็บป่วย และเน้นให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของการมีบุตรว่าเป็นการเพิ่มทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของสังคมและประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างแน่นอน หากยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันในรัฐบาลชุดนี้ก็หวังว่าจะได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในต้นปีหน้า
แหล่งข่าว : ผู้จัดการ