ข่าวคราวในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการปิดโรงงานรองเท้า ของบริษัทในเครือสหพัฒน์ หรือโรงงานไทยศิลป์ ผู้รับผลิตเสื้อผ้ายี่ห้อดัง และก็คงจะตามมาอีกหลายๆ โรงงาน เหตุผลก็ค่อนข้างจะชัดเจนว่า ไทยไม่สามารถแข่งขันได้สำหรับธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ทั้งนี้เพราะมีประเทศผู้ผลิตเกิดใหม่ที่มีค่าแรงต่ำกว่าไทย เช่น จีน เวียดนาม และบังกลาเทศ ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยยิ่งด้อยลงไปอีก ลองมาดูการเปรียบเทียบต้นทุนในการผลิตของไทยกับเวียดนามอย่างง่ายๆ
ค่าแรง (non-skilled labour)
ค่าแรงของเวียดนามสำหรับบริษัทต่างชาติ ตกเดือนละ 45/50/55 เหรียญสหรัฐ (อัตราที่แตกต่างขึ้นอยู่กับจังหวัดที่ลงทุน) เมื่อบวกกับค่าสวัสดิการอีกร้อยละ 17 (ค่าประกันสังคม และค่าประกันสุขภาพ ร้อยละ 15 และ 2 ตามลำดับ) ก็จะตกเดือนละประมาณ 1,800/2,000/2,200 บาท เท่านั้น ในขณะที่ค่าแรงของไทยสูงกว่าประมาณ 2.5-3 เท่า แม้ในเมืองใหญ่ๆ เช่น นครดานัง ค่าแรงก็ยังอยู่ที่ 45 เหรียญต่อเดือน ต่อการทำงาน 48 ชม.ต่อสัปดาห์ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แรงงานที่เวียดนามหาง่าย ด้วยจำนวนประชากรกว่า 84 ล้านคน มีประชากรที่อยู่ในวัยทำงานร้อยละ 54 หรือประมาณ 45 ล้านคน การหาคนงานจำนวนมากทำได้ง่าย นอกจากนั้นคนงานยังมีความกระตือรือร้นในการทำงานอีกด้วย ยิ่งมอบหมายให้ทำงานล่วงเวลา ยิ่งชอบ
ค่าของเงินบาทกับเงินด่องของเวียดนาม
ปี 2549 เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ ร้อยละ 16 ในขณะที่เงินด่องอ่อนค่าลง ร้อยละ 1 (ความแตกต่างของค่าเงินมีถึงร้อยละ 17) ปี 2550 ช่วง 6 เดือนแรก บาทแข็งค่าขึ้นอีก ร้อยละ 7.8 ในขณะที่เงินด่องอ่อนค่าลงอีก ร้อยละ 0.5 สรุปก็คือ หนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินด่องเราแข็งค่ากว่าเขาถึงร้อยละ 24.3 เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่ ออร์เดอร์ จะไม่มาที่ไทย แต่จะไหลไปที่ประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นด้วยมาตรการส่งเสริมการลงทุนของเวียดนาม วัตถุดิบที่สั่งเข้าไปผลิตเพื่อการส่งออก ยังได้รับการยกเว้นภาษีอีกถึง 275 วัน หรือประมาณ 9 เดือน โดยไม่ต้องมีหลักประกันใดๆ ทั้งสิ้น
เหตุใดจึงต้องไปลงทุนในเวียดนาม
สำหรับนักลงทุนไทย เมื่อคิดจะไปลงทุนในต่างประเทศ เราคงมองประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นหลัก ทั้งนี้ในแง่ภูมิศาสตร์ ที่อยู่ใกล้กัน การคมนาคมสะดวก ค่าขนส่งต่ำ และเรื่องของภาษี AFTA ที่ต่ำกว่า และกำลังจะลดเป็นศูนย์ในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า (ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ที่ร้อยละ 0-5) กับอีกประเทศได้แก่ จีน ซึ่งมีค่าแรงที่ถูก (ในบางพื้นที่) และตลาดในประเทศที่ใหญ่มาก แต่การแข่งขันก็สูงมากเช่นกัน
การลงทุนในเวียดนาม นอกจากจะมุ่งเรื่องการส่งออก เพราะค่าแรงที่ต่ำ สิทธิ์การส่งเสริมการลงทุนที่โดดเด่นแล้ว ยังสามารถพึ่งพาตลาดในประเทศที่มีประชากรถึง 84 ล้านคน มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจของประเทศดีวันดีคืน 5 ปีที่ผ่านมา GDP เติบโตถัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 7.6 ปี 2006 เติบโตร้อยละ 8.2
เปรียบเทียบเวียดนามกับประเทศในกลุ่มอาเซียน
1.เราคงไม่ไปลงทุนในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย เพราะค่าแรงที่สูงกว่าเรามาก
2.ลาว ประชากรน้อยเกินไป ทั้งประเทศมีเพียง 6.5 ล้านคน กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ (เฉพาะโฮจิมินห์ของเวียดนามเมืองเดียว ประชากรมากกว่า 8.5 ล้านคน)
3.พม่า ประเทศยังปิดอยู่ การเมืองไม่มั่นคง ค่าของเงินจ๊าด ไม่มีเสถียรภาพ
4.กัมพูชา เศรษฐกิจยังไม่แข็งแรง ประชากรยังไม่มาก ความขยันขันแข็งและความสามารถในการเรียนรู้ยังสู้เวียดนามไม่ได้
5.ฟิลิปปินส์ อยู่ห่างไกลจากเรา การเมืองยังไม่แน่นอน ภัยธรรมชาติค่อนข้างมาก
6.อินโดนีเซีย ปัจจัยสนับสนุนน่าจะใกล้เคียงที่สุด ทั้งนี้เพราะมีประชากรมากกว่า (จำนวนประชากร 250 ล้านคน) ค่าแรงยังถูกอยู่ แต่มักจะมีปัญหาด้านศาสนา คนงานมีสิทธิ์ทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง การจลาจลกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ปัญหาผู้ก่อการร้าย นอกจากนั้นเสถียรภาพของรัฐบาลก็ยังไม่ค่อยมั่นคง แต่จะมีจุดเด่น 2 ประการ คือ
6.1 หากเราต้องการพึ่งการขายในตลาดท้องถิ่นซึ่งมีขนาดใหญ่ หรือ
6.2 เราต้องการพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ เช่น อาหารทะเล แร่ธาตุต่างๆ ซึ่งมีอย่างอุดมสมบูรณ์
เมื่อเปรียบเทียบกับจีน
จากข้อมูลที่ได้จากนักลงทุนไต้หวันที่ไปลงทุนทั้งในประเทศจีนและเวียดนาม ได้ให้ข้อเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
1.ค่าแรง อาจจะใกล้เคียงกันเพราะจีนมีทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก แต่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เวียดนาม ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีการปรับเพียงครั้งเดียว เมื่อเดือนเมษายน 2549 จากเดือนละ 35/40/45 เหรียญ เป็นอัตราปัจจุบัน
2.สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก เวียดนามยกเว้นภาษีให้ 9 เดือน ในขณะที่จีนจะเก็บภาษีก่อนร้อยละ 17 จะจ่ายคืนร้อยละ 9 เมื่อส่งออก และคืนที่เหลือร้อยละ 8 ให้ในภายหลัง แต่ในความเป็นจริงมักจะขอให้นักลงทุนบริจาคให้แก่องค์กรท้องถิ่น หรือประชากรผู้ด้อยโอกาส ซึ่งยากที่จะปฏิเสธ เพราะอาจจะมีผลทำให้การทำธุรกิจไม่ราบรื่น ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่แพงกว่า
3.ค่าของเงิน เงินด่องมีแนวโน้มลดค่าลงตลอดเวลา (4 ปีที่ผ่านมา ลดค่าเงินลงปีละประมาณ ร้อยละ 1) ในขณะที่เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นตลอดเวลา และมีปัญหาถูกบีบจากประเทศตะวันตกให้ลอยตัวค่าเงิน
4.ปัญหาการทุ่มตลาด ในขณะที่จีนเจอปัญหากีดกันการทุ่มตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เวียดนามมักได้รับความเห็นใจ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศในยุโรป ขณะนี้มีหลายธุรกิจที่ปิดตัวเองจากจีน มาเปิดโรงงานในเวียดนาม เช่น การผลิตเฟอร์นิเจอร์ โรงงานเทียนไข เป็นต้น
5.อัตราภาษี เวียดนามอยู่ในกลุ่มอาเซียน อัตราภาษีทั้งนำเข้าและส่งออกต่ำกว่า และค่าขนส่งก็สะดวกและถูกกว่า เพราะอยู่ใกล้ไทย
6.นโยบายระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของเวียดนามเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ของจีนไม่แน่นอน (ตัวอย่างเช่นนักลงทุนไทยไปลงทุนในเสิ่นเจิ้น ศาลที่กรุงปักกิ่งตัดสินให้ชนะคดี แต่ไม่สามารถนำมาบังคับคดีที่เสิ่นเจิ้นได้)
7.การต้อนรับนักลงทุน เวียดนามยังให้การต้อนรับการลงทุนขนาดเล็ก ขนาดกลางอย่างอบอุ่น ในขณะที่จีนจะมุ่งเน้น และให้ความสำคัญกับธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่มี Connection ที่ดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง
นอกจากนั้น เวียดนามยังมีวัตถุดิบตามธรรมชาติ เช่น สัตว์น้ำทั้งทะเลและน้ำจืด ถ่านหินชั้นดี น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และผลิตผลทางด้านการเกษตร ที่ส่งออกจำนวนมาก เช่น
1.ข้าว ส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากไทย
2.กาแฟ ส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล
3.เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย
4.พริกไทย ส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก
5.ยางพารา ส่งออกเป็นอันดับ 4 ของโลก
6.อาหารทะเลแช่แข็ง ส่งออกเป็นอันดับ 6 ของโลก
7.ใบชา ส่งออกเป็นอันดับ 7 ของโลก
นอกจากเวียดนามจะมีศักยภาพสำหรับธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมากแล้ว ยังมีธุรกิจอีกหลายแขนงที่เหมาะกับศักยภาพของนักลงทุนไทย เช่นธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เวียดนามมีชายทะเลที่ยาวถึง 3,260 กม. มีชายหาดที่สวยงาม เช่นที่ นา จราง (Na Trang) ฟาน เที๊ยด (Phan Thiet) มีฮาลองเบย์ ซึ่งเป็นอ่าวที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก เมืองเว้ (Hue) เมืองฮอยอัน (Hoi An) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกัน
ธุรกิจยานยนต์ ซึ่งแม้ในปัจจุบันยอดขายรถยนต์ยังไม่สูงมากนัก แต่ก็เพิ่มขึ้นทุกปี ที่จะมองข้ามไม่ได้นั่นก็คือ รถจักรยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันมีสูงถึง 20 ล้านคัน และจะเพิ่มขึ้นอีกปีละประมาณ 2 ล้านคัน ซึ่งนักธุรกิจไทยสามารถให้การสนับสนุนทางด้านชิ้นส่วนยานยนต์ ยางรถ หมวกกันน็อก ทั้งการส่งออกไปขายหรือการไปสร้างโรงงานเพื่อเป็น Cluster ได้
สิทธิประโยชน์ทางด้านการลงทุนในเวียดนาม คือ
1.สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีสูงสุด 15 ปี
2.อัตราภาษีที่ได้รับการส่งเสริมร้อยละ 10/15/20 ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการส่งออก จำนวนเงินลงทุน การจ้างงาน และสถานที่ตั้งโรงงาน อัตราภาษีมาตรฐานคือร้อยละ 28
3.ระยะเวลาการปลอดภาษี 2-4 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่ปีที่กิจการมีผลกำไร ไม่ใช่ปีที่เริ่มผลิต
4.ระยะเวลาลดหย่อนภาษี (เสียอัตรากึ่งหนึ่ง) 4-7 ปี
5.วัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเป็นเวลา 9 เดือน
6.การโอนกำไรกลับประเทศ หลังจากชำระภาษีกำไรแล้ว (ถ้ามี) สามารถโอนออกไปได้เป็นรายไตรมาส โดยไม่ต้องเสียภาษีอื่นใดอีก
7.ขาดทุนสะสม สามารถยกยอดต่อไปได้ 5 ปี
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จะขอยกตัวอย่างดังนี้ ธุรกิจที่ลงทุนผลิตเพื่อส่งออกร้อยละ 100 หรือสัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 80 โดยทั่วไปสิทธิประโยชน์จากการลงทุนที่ได้รับโดยประมาณจะเป็นดังนี้
-ได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เกิน 15 ปี
-อัตราภาษีจะอยู่ที่ร้อยละ 15 ยกเว้นภาษี 4 ปี เสียกึ่งหนึ่งอีก 7 ปี (อัตราอาจต่างไปจากนี้ ตามเหตุผลข้อ 2 หรือในกรณีที่ยกเว้นเป็นพิเศษ อาจได้รับสิทธิ์ถึง 50 ปี อัตราภาษีร้อยละ 10)
สมมุติว่า กิจการประสบผลขาดทุน 2 ปีแรก การเสียภาษีจะเป็นดังนี้
-6 ปีแรก (2+4 ปี) ไม่ต้องเสียภาษีเลย
-อีก 7 ปีถัดมา เสียร้อยละ 7.5
-อีก 2 ปีถัดไป เสียร้อยละ 15
-ปีที่ 16 เป็นต้นไป เสียภาษีอัตรามาตรฐาน ร้อยละ 28
นายวิทยา ศุภธนากุล
ที่ปรึกษากิจการธนาคารต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ
แหล่งข่าว : บ้านเมือง