เครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรัง บุก สธ. พบ "ไชยา" แจงข้อมูลซีแอล พร้อมระบุหากทบทวนยกเลิกจริง คงทำอะไรไม่ได้เพราะเขาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พร้อมออกแถลงการณ์ขอมีส่วนร่วมทบทวน ขณะที่ "ผู้ป่วยมะเร็ง" แช่งหากยกเลิกซีแอล อยู่เป็น รมว.สาธารณสุขไม่นาน
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : กลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรังโรคมะเร็ง โรคไต มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และคณะกรรมการองค์กรเอกชนพัฒนาด้านเอดส์ กว่า 50 คน นำโดย นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เดินทางมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้าพบนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ในการให้ข้อมูลความจำเป็นการบังคับใช้สิทธิ์เหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) ในยามะเร็ง ภายหลังจากที่นายไชยาได้เตรียมสั่งทบทวนการทำซีแอลยามะเร็งทั้ง 4 รายการ ที่ นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข ได้ลงนามไปก่อนหน้านี้ ว่า ที่มาในวันนี้เพื่อต้องการแสดงเจตนารมณ์ว่าพวกเรามีความเป็นห่วงต่อท่าทีของนายไชยาที่จะให้ทบทวนซีแอล เนื่องจากพวกเราไม่เห็นด้วย ซึ่งที่ผ่านมาการทำซีแอลมีกระบวนการทำที่ถูกต้องแล้วและช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยา แทนที่จะมาสั่งยกเลิกซีแอลยามะเร็ง ควรใช้เวลาคิดเพื่อทำซีแอลยาที่จำเป็นต่อไปดีกว่า อย่างไรก็ตามหากมีการทบทวนจริงจะต้องเปิดรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยนำข้อเท็จจริงมาเปิดเผยเช่น การที่บริษัทยาอ้างว่า ไม่เคยเชิญบริษัทเข้าต่อรองก็ไม่เป็นความจริง เพราะได้มีการเจรจาต่อรองราคาถึง 12 ครั้ง
นายนิมิตร์ กล่าวว่า การสั่งยกเลิกซีแอลยามะเร็ง จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะว่ารัฐจะต้องนำงบประมาณเพื่อใช้ในการรักษามาจ่ายค่ายาที่มีราคาแพงอย่างมาก ซึ่งค่ายาต่อผู้ป่วยมะเร็งอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อปี หากมีผู้ป่วยมะเร็ง 10 คน จะต้องใช้งบประมาณรักษาถึง 10 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้งบค่าเหมาจ่ายรายหัวก็ไม่พออยู่แล้ว ซ้ำยังถูกจำกัดในการขอเพิ่มงบประมาณแต่ละครั้ง โดยที่ผ่านมามีการของบเหมาจ่ายรายหัวที่ 2,500 บาทต่อคนต่อปี แต่กลับได้รับเพียง 2,100 บาทต่อคนต่อปี ดังนั้นหากมีการยกเลิกจะต้องมีการดึงงบประมาณ ในส่วนอื่นมาจ่ายทำให้กระทบทั้งระบบรักษา
“ในฐานะผู้บริหารแผ่นดินการทำให้แผ่นดินเสียประโยชน์ถือเป็นกระทำที่ไม่ถูกต้อง และยังเป็นการตัดสินใจที่เร็วเกินไป เพราะหากยกเลิกแล้ว รัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งได้ไม่ถึง 6 เดือน แต่ทำให้การรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเสียหายทั้งหมด ใครจะรับผิดชอบ ดังนั้นอย่าพึ่งคิดอะไรเร็ว” นายนิมิตร กล่าว และว่า ทั้งนี้หากมีการยกเลิกซีแอลจริง พวกเราเครือข่ายผู้ป่วยคงไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเขาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ทั้งนี้ในการเข้าพบ รมว.สาธารณสุขครั้งนี้ ทางเครือข่ายผู้ป่วยได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ด้านการเข้าถึงยาของผู้ป่วยเรื้อรัง โดยใจความขอให้มีการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากการทบทวนซีแอลได้เข้ามีส่วนร่วม ก่อนที่จะมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ยืนยันว่า ไม่ควรมีการยกเลิกซีแอลกับยามะเร็งที่ได้ประกาศมาแล้วหากยังไม่มีช่องทางการเข้าถึงยาที่ดีกว่า ส่วนการที่จะหามาตรการอื่นมาทดแทนซีแอลก็ควรเปิดให้เครือข่ายผู้ป่วยและภาคประชาชนมีส่วนร่วมเช่นกัน
ด้าน นางสายชล แซ่ลิ้ม อายุ 57 ปี จังหวัดนนทบุรี รองประธานฝ่ายผู้ป่วยมะเร็ง ชมรมชี่ไดนามิกแห่งประเทศไทย ซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก กล่าวว่า ตนรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเมื่อปี 2547 และได้ทำการรักษาและกินยา ซึ่งขณะนั้นเสียค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 30,000 บาท แต่ปัจจุบันไม่ได้กินยาแล้ว แต่ใช้วิธีการบำบัดดูแลสุขภาพตนเอง และที่มาวันนี้เพราะอยากบอก รมว.สาธารณสุข ว่าอยากให้เห็นประโยชน์ประเทศชาติผู้ยากไร้ที่เข้าไม่ถึงยา ยิ่งขณะนี้งบประมาณแผ่นดินมีปัญหา หากทำซีแอลได้ก็จะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะคนในต่างจังหวัดจะได้เข้าถึงยา ถ้า รมว.สาธารณสุข เห็นประโยชน์ตรงนี้ต้องทำซีแอลต่อไป แต่หากไม่ดำเนินการต่อคงจะได้รับการประณาม และคงจะอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีได้ไม่นาน
นางสายชล กล่าวด้วยว่า การทำซีแอลยามะเร็งจะทำให้ราคายาถูกลง ซึ่งราคายาที่สูงถึง 200 บาท จะเหลือเพียง 7 บาทจากการทำซีแอล ที่ผ่านมามีผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากไม่ได้รับยารักษาโรคมะเร็งที่ดี โดยผู้ป่วยที่มีความผิดปกติระยะแรกเริ่มก็จะไม่ได้รับยาจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพราะยาราคาแพงมาก และจะทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งอีกครั้งก็อยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ซ้ำเมื่อมีการทำคีโมก็ได้รับผลข้างเคียงอย่างมากจากการใช้ยาราคาถูก และควบคุมโรคไม่ได้ ไม่เกิน 3 เดือนมะเร็งก็ลามไปทั่ว
“ติดใจมากที่ รมว.สาธารณสุขมาสั่งให้ทบทวนซีแอลยามะเร็ง ซึ่งคนที่มีอำนาจแต่ไม่อนุมัติให้ทำซีแอลถือเป็นบาปกรรม ซึ่งท้ายที่สุดจะตกถึงตัว คนไม่เป็นมะเร็งไม่รู้ แต่หากตนเองหรือคนที่รักป่วยด้วยมะเร็งตอนนั้นอาจรู้สึก และรู้ว่าชีวิตของคนอื่นก็มีค่าเหมือนกัน ทั้งนี้รัฐบาลชุดนี้มีการหาเสียงว่า จะทำเพื่อคนรากดังนั้นจะต้องทำซีแอลต่อไป” นางสายชล กล่าว
แหล่งข่าว ; กรุงเทพธุรกิจ