การเมืองตื้บซ้ำเศรษฐกิจ เอกชนห่วงปะทะพันธมิตรยิงแก๊สน้ำตาทำลายชาติ
การเมืองตื้บซ้ำเศรษฐกิจ เอกชนห่วงปะทะพันธมิตรยิงแก๊สน้ำตาทำลายชาติ | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ
การเมืองตื้บซ้ำเศรษฐกิจ เอกชนห่วงปะทะพันธมิตรยิงแก๊สน้ำตาทำลายชาติ
ภาคเอกชน-นายแบงก์เสียวสันหลังวูบ หลังรัฐบาลสลายม็อบชุมนุมหน้ารัฐสภาด้วยแก๊สน้ำตา ตัวจุดชนวนปะทะเดือด ระบุ หวั่นไทยเข้าสู่ยุควิกฤติการเมือง ชี้ภาคท่องเที่ยว-ลงทุน ทรุดฮวบ ฉุดภาพลักษณ์ประเทศชาติดิ่งเหว จี้ “สมชาย” รับผิดชอบแก้ไขด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยประจำวันที่ 7 ต.ค.51 ปิดลบ 23.09 จุด มาที่ 528.71 ต่ำสุดนับตั้งแต่ปิดที่ 521.10 เมื่อวันที่ 20 ส.ค.46 ขณะที่ดัชนีสูงสุดของวันนี้อยู่ที่ 546.35 และต่ำสุดอยู่ที่ 527.70 โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 16,313.39 ล้านบาท ปิดลบ 4.18% ทำสถิติต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปีแล้ว สาเหตุตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงมามากกว่าตลาดภูมิภาคบางแห่ง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นหลัก และมองว่า ปัจจัยภายนอกในระยะสั้น น่าจะมีแนวโน้มที่จะรีบาวด์ได้ เพราะธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นตลาด
ธปท.พร้อมดูแลผู้ฝากเงิน
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายกำกับสถาบันการเงิน กล่าวถึงการลุกลามของวิกฤติสถาบันการเงินจากสหรัฐ ไปยังกลุ่มประเทศยุโรปว่า จะไม่กระทบโดยตรงกับฐานะของระบบสถาบันการเงินไทยมากนัก เนื่องจากการลงทุนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในสถาบันการเงินต่างชาติทั้งหมด มีต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 1.26% ของสินเชื่อและเงินลงทุนรวม 8.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ มากกว่าครึ่ง และที่เหลือจึงเป็นเงินลงทุนให้สินเชื่อ และซื้อพันธบัตรของสถาบันการเงินต่างประเทศ
นายสรสิทธิ์ กล่าวว่า จากข้อมูลดังกล่าว ธปท.สามารถให้ความมั่นใจในฐานะของภาพรวมธนาคารพาณิชย์ต่อผู้ฝากเงิน และลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ได้ ส่วนกรณีที่รัฐบาล และธนาคารกลางแห่งชาติยุโรปทยอยปรับเพดานการประกันเงินฝาก จากการค้ำแบบจำกัดวงเงินเป็นให้ความคุ้มครองเต็มจำนวนนั้น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ฝากเงินของประเทศนั้นๆ
“ในส่วนของประเทศไทยนั้น ในขณะนี้ระบบสถาบันการเงินยังมีความแข็งแกร่ง และไม่มีปัญหาในการรับประกันเงินฝาก เพราะขณะนี้สถาบันคุ้มครองเงินฝากของไทยรับประกันเงินฝากเต็มจำนวนอยู่แล้ว กว่าที่การค้ำประกันเงินฝากบัญชีละ 1 ล้านล้านบาท จะเริ่มอีก 3 ปีข้างหน้า แต่หากเกิดกรณีฉุกเฉินจริง เราก็สามารถทำเหมือนต่างประเทศ โดยเปลี่ยนการค้ำประกันเงินฝากจากบัญชีละ 1 ล้านบาทเป็นเต็มจำนวนได้เช่นกัน” นายสรสิทธิ์
แนะคนไทยรัดเข็มขัด
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงกรณีผลกระทบจากวิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐที่ขยายวงกว้างถึงระบบสถาบันการเงินในยุโรป ว่า วิกฤตการณ์การเงินสหรัฐขยายตัวในวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของกลุ่มประเทศในแถบยุโรปค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากกลุ่มประเทศแถบยุโรปขาดมาตรการรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และอาจขยายวงกว้างถึงกลุ่มประเทศในแถบเอเชีย
นายสมชัย กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยควรเตรียมรับมือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยรัดเข็มขัดควบคุมการใช้จ่าย แต่ไม่ให้มากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตึงตัว
ขณะที่รัฐต้องบริหารจัดการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเร่งผลักดันการลงทุนและสานต่อการก่อสร้างในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ให้เร็ว โดยเฉพาะโครงการเครือข่ายรถไฟฟ้าในเมือง ขณะเดียวกันภาครัฐควรอัดฉีดเม็ดเงิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจากที่เกิดขึ้นมากกว่าประชาชนในต่างจังหวัดที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกร
นายสมชัย กล่าวอีกว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สถาบันการเงินกว่า 100 แห่งในสหรัฐ ต้องปิดตัวลงในอนาคต เนื่องจากขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยมาตรการอัดฉีดเม็ดเงิน 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่รัฐบาลสหรัฐประกาศช่วยเหลือสถาบันการเงินของสหรัฐจะเพียงพอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของสถาบันการเงินที่ประสบวิกฤติและต้องปิดกิจการจะเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก
จี้ “สมชาย” รับผิดชอบ
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงเหตุการณ์ปะทะและยิงแก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ค่อนข้างกังวลและเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะบานปลายออกไปอีกจากช่วงก่อนหน้านี้ที่สถานการณ์มีทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้เพราะจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นยิ่งแย่ขึ้น โดยเฉพาะประชาชนจะเกิดการชะลอการใช้จ่ายลงไปอีกจากที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ซึ่งในที่สุดก็จะกระทบกับภาคการผลิตที่ต้องอาศัยแรงซื้อในประเทศสนับสนุน
“การปะทะกันครั้งนี้คงจะกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นเพราะอ่อนไหวง่ายบ้าง แต่คงไม่ใช่ปัจจัยหลักเพราะปัญหาหุ้นตกเป็นไปตามกระแสตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนภาคการผลิตนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนภาคอุตสาหกรรมเลือกที่จะชะลอการลงทุนไว้ก่อนแล้วเพราะรอดูปัญหาเศรษฐกิจโลกรวมไปถึงการเมืองไทย” นายสันติ กล่าว
ทั้งนี้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลพร้อมประเมินสถานการณ์เพื่อวางแผนรับมือวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปอย่างเต็มที่ โดยกระทรวงพาณิชย์ควรจะพิจารณาเรียกประชุมผู้ส่งออกสินค้าแต่ละกลุ่มมาหารือเพื่อเจาะตลาดต่างประเทศให้เข้มข้นมากขึ้น และต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ต้องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย
นายสมมาต ขุนเศษฐ รองเลขาธิการสายงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ส.อ.ท. กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศยิ่งแย่ไปอีก รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีเพื่อไม่ให้ประเทศชาติบอบช้ำไปกว่าเดิมเพราะเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกอยู่เพียงแค่นี้ก็แย่อยู่แล้ว เมื่อการเมืองเข้ามาซ้ำเติมอีกก็จะทำให้ลำบากมากขึ้น
ย้ำเตือนสติ-สามัคคี
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย กล่าวว่า ยังไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์จะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่ภาพการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของต่างชาติที่ลดลง และอาจถูกกระแสสังคมถามว่าจะยุติเมื่อไหร่ ส่วนทางเลือกที่รัฐบาลนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาประกาศใช้ต้องดูถึงความเหมาะสม หากประกาศใช้ต้องรีบยกเลิกโดยเร็ว แต่หากประกาศและคาไว้หลายวันจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะแต่ละประเทศจะส่งจดหมายเวียนเตือนพลเมืองของตน แม้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงก็ตาม
“ตนคงไม่ขอตอบว่ารัฐบาลชอบธรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนเช้า 7 ต.ค.หรือไม่ แต่ท้ายสุดแล้วถึงแม้จะเกิดความขัดแย้งแต่ต้องมีรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ หากปล่อยทิ้งโดยขาดรัฐบาลเข้ามาบริหาร ก็จะเหมือนเรือที่ปล่อยให้ลอยเท้งเต้ง และการชุมนุมอาจเป็นชนวนนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง ปิดจราจร ปิดการขนส่ง ตัดระบบปิดน้ำ-ไฟ จึงอยากให้ทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล พันธมิตรฯ ประชาชน ใช้วิจารณญาณ ที่สำคัญต้องช่วยกันประคองสถานการณ์และใช้การแก้ปัญหาผ่านการเจรจา เพื่อให้สถานการณ์นิ่งและไม่กระทบซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นและการลงทุน”
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขานุการหอการค้าไทย กล่าวว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น หากใช้ต้องได้ผลและต้องยกเลิกโดยเร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ซึ่งจะไม่กระทบภาพพจน์ของประเทศ แต่ไม่ใช่ใช้แล้วคงไว้หลายวันเหมือนที่ผ่านมา เพราะจะยิ่งซ้ำเติมให้เหตุการณ์ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น ที่กังวลคือการที่รัฐวิสาหกิจหยุดงานจะกระทบต่อธุรกิจและภาพพจน์ของชาติรุนแรงมากกว่าครั้งที่ผ่านมาแน่นอน นอกจากนี้ต้องให้ประชาชนเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ภาครัฐต้องออกมาตอบคำถามของสังคมให้ได้ อย่ากลัวว่าจะต้องเสียหน้า เพราะยังมีประชาชนอีกมากที่ยังไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วนการแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนนายกฯ หรือยุบสภาอาจไม่ใช่ทางออกสำหรับตอนนี้ เพราะต้นตอจริงๆ เกิดจากความขัดแย้งทางความคิดแล้วพัฒนาไปสู่การประท้วงที่ยืดเยื้อ
หวั่นท่องเที่ยว-ลงทุนพัง
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกไทย กล่าวถึงกรณีที่เหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเช้าวันนี้ โดยยอมรับว่า ภายในวันนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจะแพร่ภาพออกไปต่างประเทศและจะกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยและขณะนี้คนไทยต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากภาพที่ออกมารุนแรงในสายตาของนักลงทุนต่างชาติและกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะนอกจากปัจจัยจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวและไม่รู้ทิศทางจะเป็นอย่างไร ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะผลกระทบการท่องเที่ยวและตลาดทุน รวมทั้งการตัดสินใจของนักลงทุนที่จะลงทุนในประเทศไทยหยุดชะงักลง และยังส่งผลกระทบต่อภาพการส่งออกของไทยซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นขั้นวิกฤติ จึงอยากให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงผลกระทบที่คนไทยจะได้รับหลังจากนี้ไปจะมีมากขึ้น และอาจทำให้บ้านเมืองล่มสลายได้
หวั่นสลายม็อบทำลายชาติ
นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้ารัฐสภา ว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าวิตกกังวล เพราะภาพที่ออกไปสู่สายตาต่างประเทศทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่ค่อยเชื่อถือ เป็นการสะท้อนถึงการไม่มีระเบียบวินัย และรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งปัญหาการเมืองได้เข้ามาทำลายจุดเด่นและความน่าสนใจของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้นได้เข้ามาทำให้ภาพลักษณ์ที่ดีของไทยด้อยลง สิ่งสำคัญคือ ต้องเร่งแก้ปัญหาการเมืองด้วยเหตุผล ด้วยการใช้ความสามัคคี ซึ่งยอมรับว่าต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี จึงจะแก้ไขให้ดีขึ้น เพราะต้องวางรากฐานเรื่องคุณธรรม วัฒนธรรม ให้กับคนไทยและนักการเมืองรุ่นใหม่ ไม่ให้แตกแยกกัน “การแก้ปัญหาเรื่องการแตกแยกทางการเมืองไม่เชื่อว่าจะแก้ได้ทันตาเห็น ต้องค่อยๆ วางรากฐานทางความคิด ทางการศึกษาให้กับคนรุ่นใหม่ ให้ระบบการเมืองไม่แตกแยก ไม่ทะเลาะกัน” นายวีระพันธุ์ กล่าว
จี้รัฐตอบคำถามขัดแย้ง
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุรุนแรงหน้ารัฐสภาระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและตำรวจที่เกิดขึ้นยังเป็นสถานการณ์ที่นักธุรกิจรับได้อยู่ แต่ถ้าหากเกิดการตัดน้ำประปา ไฟฟ้า หรือระบบขนส่งหยุดให้บริการจะกระทบต่อการทำธุรกิจ และนักลงทุนอย่างยิ่ง
สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ การออกมาตอบคำถามที่เป็นข้อขัดแย้ง และข้อสงสัยที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน เพราะทุกวันนี้รัฐบาลไม่ตอบคำถามใดเลย ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียเปรียบเพราะคนจะไปสรุปกันเองจากข่าวสารที่ได้รับ รัฐบาลจึงต้องไม่กลัวที่จะเสียหน้า และเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้เร็วที่สุด ด้านการแถลงนโยบายของรัฐบาลอาจจะเกิดข้อเรียกร้องในเรื่องความไม่ชอบธรรม แต่ก็ถือเป็นการสร้างความถูกต้องในการเดินหน้าบริหารประเทศต่อไป
ทั้งนี้ มองว่านักลงทุนคงจะหยุดการลงทุนทั้งหมด เนื่องจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศไทย ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ทำให้นักลงทุนต้องชะลอดูสถานการณ์ เพื่อดูการแก้ปัญหาทางการเงินของทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจะเร่งการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนระยะสั้น ตัวอย่างเช่น การลงทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากคาดว่าในปีหน้าภาคการผลิตของประเทศน่าจะมีปัญหา เพราะเป็นช่วงที่ธุรกิจของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบของวิกฤติทางการเงินของสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเลิกการจ้างงานได้ และกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะกระทบเป็นกลุ่มแรก
“รัฐบาลต้องเร่งให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากปัญหาการเมืองไม่ได้ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศลดลง รัฐบาลจึงต้องเป็นผู้ลงทุนเองแม้จะมีความเสี่ยงบ้างก็ตาม” นายพรศิลป์ กล่าว
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องปรับปรุงโครงสร้างของภาคการผลิต เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า เพราะจะเป็นการแข่งขันในด้านการลดต้นทุนการผลิต และการเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้า
ด้าน นายชัยนันท์ อุโฆษกุล ประธานคณะอนุกรรมการการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางเลือกด้านการเจรจาในขณะนี้คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินเลยไปจากเดิมมากแล้ว ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างแน่นอน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจแล้วหลังจากมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ปะทะม็อบน่าเชื่อถือลด
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประชาชนและนักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเมื่อมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ความมั่นใจลดลงไปอีก ซึ่งจะส่งผลให้ทิศทางการลงทุนของประเทศในช่วงไตรมาส 4 ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ได้ชะลอตัวลงมาอยู่แล้วตั้งแต่ในช่วงต้นปี
โดย บ้านเมืองออนไลน์
|
ลงวันที่
08/10/2008 12:33:56
จำนวนผู้ชม
1558 ครั้ง
|
|
ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|