ไม่รับฟ้องคนงานต่างด้าวให้เพิกถอนแนวปฏิบัติสปส.

ไม่รับฟ้องคนงานต่างด้าวให้เพิกถอนแนวปฏิบัติสปส. | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : คำวินิจฉัยอุทธรณ์แรงงานข้ามชาติ, ข้อมูลเกี่ยวกับ คำวินิจฉัยอุทธรณ์แรงงานข้ามชาติ



ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของแรงงานข้ามชาติชาวไทยใหญ่ ที่ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อโต้แย้งคำสั่งศาลปกครองเชียงใหม่เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2551 ที่ปฏิเสธไม่รับพิจารณาคำฟ้องของแรงงานข้ามชาติทั้ง 3 คน ที่ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือเวียนของสำนักงานประกันสังคม (สปส.)ที่เลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติ โดยศาลปกครองสูงสุดได้วินิฉัยยืนตามคำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่ ซึ่งคำสั่งไม่รับฟ้องของศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ส่งผลเป็นที่สุด และทำให้ไม่สามารถโต้แย้งแนวปฏิบัติของ สปส.ซึ่งเลือกปฏิบัติดังกล่าวต่อศาลปกครองได้อีกต่อไป
        การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดนี้มีที่มาจากกรณีนางหนุ่ม ไหมแสง แรงงานข้ามชาติซึ่งประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ณ เขตพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมแชงกรี-ลา ในวันที่ 4 ธันวาคม 2549 เป็นผลทำให้นางหนุ่มต้องเป็นผู้พิการอัมพาตครึ่งล่าง โดยในเดือน ก.ค. 2550 สปส.เชียงใหม่ได้มีคำสั่งปฏิเสธ คำร้องขอรับเงินทดแทนสำหรับกรณีทุพพลภาพจากกองทุนเงินทดแทนของนางหนุ่ม แต่กลับมีคำสั่งให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายเงินทดแทนรายเดือนให้นางหนุ่ม เดือนละ 2,418 บาท เป็นเวลา 15 ปี นางหนุ่มจึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่ง สปส.เชียงใหม่ และปฏิเสธไม่จ่ายเงินทดแทนให้นางหนุ่ม โดยอ้างแนวปฏิบัติตามหนังสือเวียนสำนักงานประกันสังคมฉบับ รส 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544
        ด้วยความช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) ประกอบกับการเข้ามามีส่วนผลักดันโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และด้วยความที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ้างงานและนายจ้างของนางหนุ่ม ทำให้ในที่สุดนายจ้างจึงตกลงจ่ายค่าทดแทนคราวเดียว ให้แก่นางหนุ่มตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่
        อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะได้มีการประนีประนอมจ่ายเงินทดแทนเรียบร้อยแล้ว แต่กรณีของนางหนุ่ม ก็เป็นเพียงกรณียกเว้นที่ได้รับการสนับสนุนและรณรงค์ จนทำให้นายจ้างยอมจ่ายเงินทดแทนให้เท่านั้น ในขณะที่ลูกจ้างแรงงานข้ามชาติ ส่วนใหญ่มิได้มีโอกาสเช่นเดียวกันนี้ และแนวปฏิบัติตามหนังสือ สปส.ที่ รส 0711/ว 751 ก็ยังคงอยู่และส่งผลให้ลูกจ้างซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติ จำนวนมากถูกปฏิเสธสิทธิ ในการที่จะได้รับการคุ้มครองและได้รับเงินทดแทนจาก กองทุนเงินทดแทนตามที่ กฎหมายกำหนด
        หนังสือ สปส.ที่ ดังกล่าว กำหนดให้แรงงานข้ามชาติที่จะขอรับเงินทดแทน จากกองทุนเงินทดแทนได้ต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1. ต้องมีเอกสารการ จดทะเบียนและใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ที่ทางราชการออกให้มาแสดง ประกอบกับหนังสือเดินทาง (Passport) หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
        2. นายจ้างได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งนี้แรงงานข้ามชาติต้องยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย
        อย่างไรก็ตามแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฎหมายจากประเทศพม่า กัมพูชา และลาว ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีตัวเลขประมาณการกว่า 2 ล้านคน แรงงาน เหล่านั้นไม่มีเอกสารตามที่กำหนดในหนังสือเวียนดังกล่าว เนื่องจากการนำแรงงาน จากพม่าเข้ามาสู่ประเทศไทยนั้นเป็นกระบวนการที่ไร้ระบบ แต่ก็มีแรงงานพม่าเหล่านี้ กว่า 500,000 คน ก็ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงมหาดไทย โดยมีเอกสารแสดงตน ที่ทางราชการออกให้คือ ทร.38/1 และได้รับใบอนุญาตทำงานที่ออกให้โดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งถือว่าแรงงานเหล่านั้นได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
        จากนโยบายเลือกปฎิบัติดังกล่าวของทางราชการ ทำให้นายจ้างของแรงงาน ข้ามชาติเหล่านี้ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนได้ แนวปฏิบัติเช่นนี้ขัดกับ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 และกฎกระทรวงซึ่งกำหนดให้นายจ้างทุกคน ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน และ สปส.ก็มีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้มั่นใจว่านายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน
        หนังสือ สปส.ที่ รส 0711/ว751 กลับกำหนดให้นายจ้าง ต้องรับผิดชอบจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างแรงงานข้ามชาติเอง ในกรณีที่แรงงาน ข้ามชาติที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานไม่สามารถแสดงหลักฐานตามที่กำหนดได้ ซึ่งถือว่าเป็นระเบียบที่ขัดต่อกฎหมาย
        การที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่ ที่ได้วินิจฉัยไว้ว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของหนังสือเวียน สปส.ดังกล่าวนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองแต่อยู่ในเขตอำนาจ ของศาลแรงงานในครั้งนี้นั้น ศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามจะกล่าวอ้างตามคำร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามประสงค์ที่จะฟ้องขอให้ศาลปกครอง มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนแนวปฏิบัติตามหนังสือ รส. 0711/ว751 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2544 อันเป็นการฟ้องคดีพิพาทที่เกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครอง กระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ก็ตาม
        แต่เมื่อพิจารณาตาม มาตรา 8 วรรคหนึ่งแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 ที่กำหนดว่าศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณา พิพากษาหรือคำสั่งในเรื่องต่อไปนี้ (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทนอันจะเห็นได้ว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีดังกล่าว สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน คดีดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจการ พิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ดังกล่าว

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน




ลงวันที่ 28/11/2008 11:46:33
จำนวนผู้ชม 2697 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์