อุตฯ รถยนต์วิกฤตซ้อน 2 เด้ง ยอดขาย-ส่งออกวูบ"หุ้นรูด"

อุตฯ รถยนต์วิกฤตซ้อน 2 เด้ง ยอดขาย-ส่งออกวูบ"หุ้นรูด" | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : , ข้อมูลเกี่ยวกับ



ASTV ผู้จัดการรายวัน - จับทิศอุตสาหกรรมรถยนต์ปีฉลู เจอวิกฤตเศรษฐกิจกระหน่ำสองเด้ง ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก คาดยอดขายลดลงเหมือนกันไม่ต่ำกว่า 20% ส่งผลกระทบต่อการผลิต ลงทุนและการจ้างงาน เผยจะมีแรงงานลดลงไม่ต่ำกว่า 2.3 หมื่นคน เท่านั้นไม่พอกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังถูกลดเกรดลงทุนในตลาดหุ้นด้วย
       

       ตลอดปี 2551 ที่ผ่านมา แม้ตลาดในประเทศจะชะลอตัวลง เนื่องจากยอดขายปิกอัพลดลงจากสภาวะออยล์ช็อกมากกว่า 15% แต่ก็ยังมียอดขายของรถยนต์นั่ง หรือเก๋ง ที่ขยายตัวมากกว่า 28% ทำให้เมื่อหักลบกลบกันแล้ว ยอดขายน่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ประมาณ 6.3 แสนคัน หรือลดลงเล็กน้อย ขณะที่ยอดการส่งออกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี จะชะลอตัวจากพิษเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา จนลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยพอประครองเอาตัวรอดไปได้
       
       แต่สำหรับปี 2552 ซึ่งต่างทั้งคอนเฟิร์มและฟันธง! ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกแบบเต็มๆ อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย จะมีชะตากรรมอย่างไร? โดยเฉพาะการส่งออกที่เคยประครองภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ให้หัวทิ่มมาแล้วในปีที่ผ่านมา
       
       
**อุตฯ รถยนต์เจอวิกฤตซ้อน 2 เด้ง
       

       นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการ บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทย จำกัด ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2551 แม้จะเจอวิกฤตซัดใส่อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากราคาน้ำมันแพง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งทางการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ในส่วนของตลาดส่งออกยังไปได้ ออร์เดอร์ส่งออกยังคงดีอยู่ แม้ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี จะเริ่มมีสัญญาณลดลง
       
       “ปัญหาซับไพรม์ที่ขยายเป็นวิกฤตการเงินของสหรัฐ และลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก ได้เริ่มส่งผลกระทบไปทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปี 2552 นี้ มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา เพราะจะเจอวิกฤตพร้อมๆ กันทั้ง 2 ด้าน คือ ตลาดในประเทศที่จะหดตัวจากสภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวไม่เกิน 2% ทำให้คาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 6.1-6.3 แสนคัน และอีกด้านตลาดส่งออกที่เคยประครองอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปีที่ผ่านมา จะมีปริมาณลดลงเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดจากคำสั่งซื้อที่เริ่มลดลงแล้ว”
       
       นายนินนาทกล่าวว่า เมื่อช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา วิกฤตเศรษฐกิจโลกได้เริ่มส่งสัญญาณต่อการส่งออกรถยนต์แล้ว เพราะตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นยุโรปและออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่มีส่วนแบ่งการส่งออกของไทยถึง 30% ได้ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ และส่งผลทำให้กำลังซื้อลดลง
       
       “ในปี 2552 นี้ อุตสาหกรรมรถยนต์จำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดกำลังการผลิต หรือแม้แต่การปรับลดจำนวนพนักงานอัตราจ้าง (ซับคอนแทรกท์)”
       
       
**ยอดขายใน ปท.-ส่งออกหล่นวูบ20%
       

       นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดในประเทศ และส่งออกรถยนต์จากไทย โดยแนวโน้มตลาดรถยนต์ไทยในปี 2552 จะชะลอตัวลงประมาณ 20% หรือเหลือเพียงประมาณ 5 แสนคัน จากปีที่ผ่านมาคาดว่าจะอยู่ที่ 6.3 แสนคัน
       
       สำหรับการส่งออกในปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย 770,000 คัน เพราะการส่งออกยังเป็นไปได้ดีในช่วง 10 เดือนแรก เพิ่งมาชะลอในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี จากปัญหาสถาบันการเงินในสหรัฐฯ จนส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้ปี 2552 ไทยได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งคาดว่าการส่งออกจากไทยจะลดลง 20%
       
       อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังคงไม่สามารถประเมินได้มากนักว่า การส่งออกจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะผู้สั่งซื้อไม่ว่าจะประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ยังไม่มีคำสั่งซื้อชัดเจน เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์กำลังอยู่ในสภาวะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสภาวะเศรษฐกิจ จนส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก ขณะที่คำสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่นก็ลดลง ส่วนประเทศออสเตรเลียชัดเจนว่ายอดสั่งซื้อลดลงประมาณ 20-30%
       
       นายโมริคาซุ ซกกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า การส่งออกรถยนต์จากประเทศไทย โดยเฉพาะตลาดยุโรปในปี 2552 ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกแน่นอน ซึ่งจากคำยืนยันของนายโอลิเวียร์ เฮย์เนนส์ ประธานกลุ่มอีซูซุเบเนลักซ์ ตัวแทนจำหน่ายรถอีซูซุในกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ได้แก่ เบลเยียม, เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก แม้ในปีที่ผ่านมาตลาดปิกอัพอีซูซุในตลาดเบเนลักซ์จะขยายตัวอย่างน่าตื่นเต้น แต่คาดการณ์ว่าปี 2552 นี้ คงจะไม่ขยายตัวนัก หรืออาจจะหดตัวเสียด้วยซ้ำ
       
       นายมิจิโร่ อิมาอิ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์รวมในประเทศปีนี้ คาดว่าจะมีปริมาณต่ำกว่า 6 แสนคัน และโดยเฉพาะตลาดส่งออกที่มีออร์เดอร์ลดลง บริษัทจึงกำลังพิจารณาเรื่องแผนการผลิต โดยจะมีการปรับเวลารถยนต์หนึ่งคัน ที่ออกจากสายการผลิต (Tag time) ให้ช้าลง เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด
       
       “มิตซูบิชิส่งออกรถจากไทยไปกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบกับการส่งออกไปตลาดหลักอย่าง กลุ่มประเทศในยุโรป อเมริกาใต้ รวมถึงประเทศในแถบตะวันออกกลาง แต่ทั้งนี้เรามีหน่วยงานพิเศษจากบริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่น คอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุดประเมินว่ายอดส่งออกในปีนี้ จะลดลงเป็นตัวเลขสองหลัก(%) เมื่อเทียบกับปี 2551”
       
       
**ลดกำลังการผลิต-เลิกจ้างแรงงาน
       

       ผลพวงจากยอดขายในประเทศ และส่งออกเริ่มมีสัญญาณคำสั่งซื้อลดลง ทำให้บริษัทรถยนต์เริ่มมีการปรับตัวรับสถานการณ์ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด หรือจีเอ็มในประเทศไทย ได้มีการปรับลดกำลังการผลิตโรงงานที่จ.ระยอง 10-15% และทยอยหยุดไลน์การผลิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2551 ไปจนถึงมกราคม 2552 โดยพนักงานประจำได้รับเงินเดือน 75% หลังจากนั้นจึงจะมาทบทวนสถานการณ์กันอีกครั้ง และนอกจากนี้จีเอ็มยังดีเลย์การลงทุนโครงการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลในไทยมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท ออกไปอีก 1 ปี
       
       เช่นเดียวกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้มีแผนลดกําลังการผลิตลงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551–พฤษภาคม 2552 จํานวน 30% หรือประมาณ 4 หมื่นคัน และกำลังพิจาณาอย่างลึกซึ้งว่าจะเลื่อนลงทุนโครงการอีโคคาร์ออกไปหรือไม่ ด้านอีซูซุจะลดกําลังการผลิตลง 10-20% หรือ 3 หมื่นคัน ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2551 –มีนาคม 2552
       
       แม้ปัจจุบันค่ายรถยนต์ 3 ค่ายใหญ่ อย่างโตโยต้า อีซูซุ และฮอนด้า ยังไม่มีแผนลดคนงานหรือเลิกจ้าง เนื่องจากเห็นว่าการปลดคนงานจะเป็นมาตรการสุดท้าย เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องอาศัยความชำนาญของพนักงานในการประกอบรถยนต์ โดยเบื้องต้นจะเป็นการปรับลดต้นทุนรูปแบบต่าง ๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็นลดการทำงานล่วงเวลา ลดคนงานในส่วนของพนักงานชั่วคราว รวมทั้งกำหนดปรับเปลี่ยนเวลาประกอบรถยนต์ให้เหมาะสมกับยอดคำสั่งซื้อ
       
       แต่นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ 14 สหภาพแรงงาน มีพนักงาน 20,969 คน พบว่ามี 6 บริษัท เริ่มประกาศงดโอที วันธรรมดา และวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่มีกำหนด ส่วนอีก 5 บริษัท เริ่มลดชั่วโมงการทำงานโดยไม่ได้แจ้งเหตุผลทำให้คนงานกว่า 1.3 หมื่นคนได้รับผลกระทบรายได้ลดลง
       
       นายถาวร ชลัษเฐียร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โดยจำนวนแรงงานภาคยานยนต์รวมผู้ผลิตชิ้นส่วนทุกบริษัท มีจำนวนรวมอยู่ที่ 3.5 แสนคน แบ่งเป็นพนักงานประจำ 8.7 หมื่นคน และซับคอนแทรคท์ 2.62 แสนคน คาดว่าจะมีจำนวนแรงงานที่จะลดลงประมาณ 2.3 หมื่นคน แต่ในส่วนของบริษัทที่ยังมีออเดอร์ดีอยู่คงไม่ลดแรงงานลง แต่จะลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา หรือโอทีลงแทน
       
       
**ปรับลดเกรดหุ้นกลุ่มอุตฯ ยานยนต์
       

       จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เริ่มส่งสัญญาณต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย ซึ่งจะเห็นได้จากคำสั่งซื้อรถยนต์จากต่างประเทศ ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา และตลาดรถยนต์ในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำลังการผลิตรถยนต์ในไทยปี 2552 น่าจะลดลงอย่างมาก ซึ่งตรงนี้ยังส่งผลต่อภาคการลงทุนในภาคตลาดทุนด้วย
       
       บล.เอเซียพลัส คาดการณ์ผลิตรถยนต์ในไทยปี 2552 จะลดลงจากปีที่ผ่านมา 12% หรือจาก 1.4 ล้านคัน เหลือ 1.2 ล้านคัน ตามภาวะหดตัวของตลาดรถยนต์ในประเทศ ที่ได้รับแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งน่าจะส่งผลให้ยอดขายลดลงต่อเนื่องจากปี 2551 ที่ประเมินจะอยู่ที่ 6.3 แสนคัน เหลือเพียง 5.8-5.9 แสนคัน ส่วนตลาดส่งออกประเมินยอดลดลง 15% หรือเท่ากับ 6.5 แสนคัน จากปี 2551 ที่คาดว่าจะเติบโต 15% จากปีก่อน หรือมีปริมาณส่งออก 7.7 แสนคัน
       
       ดังนั้นหากพิจารณาหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ พบว่าบริษัท อาปิโก้ไฮเทค (AH) อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้หลักมาจากการผลิตโครงช่วงล่างปิกอัพ (สัดส่วนรายได้ 40%) ให้กับอีซูซุและ จีเอ็ม(เชฟโรเลต) ซึ่งตลาดปิกอัพตกลงมาก ขณะที่ STANLY กลุ่มลูกค้าหลักเป็นฮอนด้าที่ตลาดเก๋งน่าไปได้ สําหรับ SAT แม้รายได้หลักมาจากการผลิตชิ้นส่วนเพลาข้างปิกอัพ แต่มีกลุ่มลูกค้ากระจายตัวทั้งมิตซูบิชิ, โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ และเอเอที (ฟอร์ด-มาสด้า)
       
       โดยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา บล.กิมเอ็งได้มีมุมมองต่อการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นลบ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมกับแนะนำหากคิดจะลงทุนในกลุ่มนี้ ควรรอดูสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมด้านลบให้ผ่อนคลายเสียก่อน
       
       ขณะที่ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าแนวโน้มให้ปรับลดการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ จากเท่ากับตลาดเป็นน้อยกว่าตลาด แต่หากยังเลือกลงทุนกลุ่มนี้ ในสภาวะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แนะนำให้เลือกลงทุนสูงสุดหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ จากฐานะการเงินแข็งแกร่ง ปราศจากหนี้ มีเงินสดในมือสูง.


โดย ASTVผู้จัดการรายวัน




ลงวันที่ 04/01/2009 17:38:03
จำนวนผู้ชม 2043 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์