เลย์ออฟลามนิคมอุตฯทั่วประเทศ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเร่งเอกซเรย์ 3,000 โรงงาน

เลย์ออฟลามนิคมอุตฯทั่วประเทศ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเร่งเอกซเรย์ 3,000 โรงงาน | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : เลย์ออฟ , นิคมอุตฯ เลย์ออฟ, ข้อมูลเกี่ยวกับ เลย์ออฟ , นิคมอุตฯ เลย์ออฟ


กระแสเลย์ออฟ ลามทั่วทุกนิคมอุตสาหกรรม กนอ.ห่วงผู้ประกอบการร่อนแบบสอบถาม เช็กสถานภาพ 3,000 โรงงาน ใน 38 นิคมอุตฯทั่วประเทศ ภาคการผลิตเผยไตรมาสแรกปีหน้ายังเสี่ยงสูง แรงงานซับคอนแทร็กต์ ถูกลอยแพเพิ่ม ล่าสุด"ไทยน๊อคซ์/ธุรกิจปิโตรเคมีเครือปตท. /เครือเอสซีจี" แตะเบรกลดกำลังผลิต ปลัดแรงงานจับตานายจ้าง-ลูกจ้างใกล้ชิด ปฏิบัติตามก.ม.เลิกจ้างหรือไม่

สืบเนื่องจากที่"ฐานเศรษฐกิจ"เกาะติดสถานการณ์กระแสข่าวเลย์ออฟพนักงานมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ภาคเอกชนไทยทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากวิกฤติเศรษฐกิจทั้งในและภายนอก ทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อสินค้าลดลง เป็นสาเหตุให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่ง ต้องออกมาชี้แจงต่อพนักงานเพื่อลดกำลังผลิตลดชั่วโมงการทำงานลง เช่น ก่อนหน้านี้ที่กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบ มีการเลิกจ้างพนักงานในกลุ่มซับคอนแทร็กต์ ล่าสุดปัญหาดังกล่าวนี้ขยายวงสู่อุตสาหกรรมหลักๆเกือบทุกกลุ่มแล้ว

นายประสบศิลป์ โชติมงคล รองผู้ว่าการ(ปฏิบัติการ2)การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากที่พนักงานซับคอนแทร็กต์ถูกเลิกจ้างจากบริษัทเอกชนในบางพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกนอ. ได้ส่งแบบสอบถามเพื่อสำรวจภาวะเศรษฐกิจ สำรวจสถานภาพของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 3,000 ราย ที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่กนอ.ร่วมดำเนินการกับเอกชนจำนวน 26 แห่ง และในนิคมอุตสาหกรรมที่กนอ.ดำเนินการเองจำนวน 12 แห่ง รวมจำนวนนิคมอุตสาหกรรม 38 แห่ง ใน 15จังหวัดทั่วประเทศ

โดยแบบสอบถามดังกล่าวจะตั้งคำถามให้บริษัทเอกชนตอบกลับมา 6 ข้อหลักคือ 1. จากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจในปัจจุบันมีผลต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างไร 2. สถานการณ์เศรษฐกิจมีผลต่อแผนการผลิตของภาคเอกชนในระยะ1 ปี และในระยะ 3 ปีอย่างไร 3.การว่าจ้างแรงงานจะได้รับผลกระทบในแง่ใด 4. การลงทุนจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ 5. คาดการณ์การขยายการลงทุนใน 3 ปีข้างหน้าอย่างไรและ 6. ต้องการให้ภาครัฐมีบทบาทอย่างไรเพื่อช่วยส่งเสริมสนับสนุนในการประกอบกิจการ โดยกนอ.จะได้นำแบบสอบถามกลับมาภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2551นี้

แหล่งข่าวรายหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มบริษัทเอกชนในพื้นที่โซนจังหวัดระยอง ส่วนใหญ่เป็นห่วงว่าผลกระทบในแง่คำสั่งซื้อที่ลดลงจะลากยาวถึงช่วงต้นปีหน้า เพราะขณะนี้กำลังผลิตต่อเดือนในบางอุตสาหกรรมหายไปแล้ว 30-50% ต่อเดือน หากกำลังผลิตลดลงต่อเนื่อง จะส่งผลให้แรงงานกลุ่มซับคอนแทร็กต์ถูกเลิกจ้างมากขึ้น

"ขณะนี้บริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีในเครือปตท.และเครือเอสซีจี มีการหยุดผลิตชั่วคราวในบางไลน์ผลิต และโรงงานบางแห่งก็ลดกำลังผลิตลง เนื่องจากความต้องการใช้สินค้าลดลงในขณะที่ปริมาณสินค้าที่ไหลเข้า

สต๊อกมีจำนวนมากขึ้น เมื่อสินค้าค้างสต๊อกมากก็เป็นภาระต้นทุนให้กับบริษัท แต่ทุนกลุ่มนี้มีสายป่านยาวจึงยังไม่มีนโยบายลดพนักงานลงทั้งพนักงานประจำและพนักงานซับคอนแทร็กต์"

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเหล็กที่แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน) หรือINOX ออกมายอมรับว่า ขณะนี้บริษัทมีแผนลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลงแล้ว โดยหยุดซื้อวัตถุดิบโดยเฉพาะเหล็กม้วนรีดร้อนนำเข้า เนื่องจากออร์เดอร์เหล็กแผ่นไร้สนิมรีดเย็นหรือเหล็กสเตนเลสส์ได้ลดลงไปแล้ว 50% โดยกำลังการผลิตจริงในช่วงไตรมาส 4 หรือระหว่างเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมได้ลดลงจาก 135,000 ตัน/เดือนเหลือเพียง 6,750 ตัน/เดือน ทำให้ยอดขายเหล็กในปี 2551 ไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้จำนวน 180,000 ตัน/ปี โดยจะเหลือกำลังผลิตเพียง 150,000 ตัน/ปี

จากผลพวงที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทจึงต้องลดพนักงานที่เป็นซับคอนแทร็กต์ลงบางส่วนแล้ว จากที่ปัจจุบันมีพนักงานซับคอนแทร็กต์รวม100 คน เพื่อไม่ให้กระทบถึงตัวพนักงานประจำที่มีประมาณ 500 คน รวมทั้งมีนโยบายลดเวลาทำงานลงจากที่เคยทำงาน 1 เดือนเต็ม ก็ลดลงเหลือเพียง 2 สัปดาห์/เดือน"

ด้านนายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลาสติกจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลักๆเช่น 1.กลุ่มสินค้าคงทน มีรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ 2.กลุ่มงานก่อสร้าง อาทิ ท่อเหล็ก สายไฟ 3.กลุ่มบรรจุภัณฑ์ โดยอุตสาหกรรมพลาสติกสำหรับใช้ในกลุ่มสินค้าคงทนจะกระทบมากที่สุด เพราะผู้บริโภคจะชะลอการซื้อออกไปก่อน

ขณะที่กลุ่มก่อสร้าง หากภาครัฐไม่มีการอัดฉีดเงินลงระบบก็จะกระทบมาก ในขณะที่กลุ่มบรรจุภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจำเป็นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ขวดแชมพู ถุงพลาสติก ขวดน้ำ ยังพอขยายตัวต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดขณะนี้คือบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ที่มีจำนวนมากในอุตสาหกรรมพลาสติก เนื่องจากมีฐานเงินทุนไม่มากพอ ก็จะกระทบในเรื่องสภาพคล่องก่อน หลังจากที่สถาบันการเงินเริ่มเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้กับทุนกลุ่มนี้

"ตรงนี้หากภาครัฐบาลไม่หาช่องทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนก็จะมีคนตกงานเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาวส่วนใหญ่ได้ปรับตัวไปแล้วในแง่แผนธุรกิจและแผนการตลาด"

ต่อเรื่องนี้ "ฐานเศรษฐกิจ"ได้สำรวจไปยังบริษัทที่ประกอบธุรกิจรับเหมาค่าแรง ซึ่งเป็นบริษัทที่ป้อนแรงงานให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในลักษณะซับคอนแทร็กต์ โดยนายประกาศิต ทิตาราม กรรมการผู้จัดการบริษัท ทิตาราม คอนเซาท์แตนส์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากการลดการจ้างงานลงในครั้งนี้ด้วย โดยพิจารณาจากที่บริษัทมีจำนวนพนักงานเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วจำนวน 16,000 คน แต่ในเดือนมิถุนายนปีนี้ พนักงานลดจำนวนลงเหลือ 12,000 คน จนล่าสุดเหลือพนักงานที่หมุนเวียนเข้า-ออก จำนวน 8,000-9,000 คน ที่ส่วนใหญ่จะซัพพอร์ตให้กับทุกอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามการที่พนักงานลดจำนวนลง ยังไม่กระทบต่อบริษัทมาก เพราะพนักงานส่วนหนึ่งลาออกไปเอง และยังมีบางธุรกิจที่รับคนเพิ่มในช่วงนี้ เช่น พนักงานขายของในห้างสรรพสินค้า เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีต่างก็ตัดงบโฆษณาลง แต่จะจ้างคนมาเชียร์หรือมายืนโปรโมตสินค้าในห้าง แทน ซึ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เจ้าของสินค้าแบรนด์ต่างๆก็ต้องการทำยอดในช่วงปลายปี-ต้นปีหน้า

"ขณะนี้บริษัทที่เป็นคู่ค้ากับเราประกาศนโยบายลดคนในกลุ่มซับคอนแทร็กต์ลง มีทั้งกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ไม้ เหล็ก โดยเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยมีหลายรูปแบบแต่ละบริษัทจะมีสัญญาที่ไม่เหมือนกัน มีทั้งที่ระบุตามกฎหมายแรงงานที่นายจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งหมายถึงบริษัท ทิตารามฯ กับโรงงานอุตสาหกรรม แต่ก็มีบางโรงงานที่เราเข้าไปป้อนคนให้ก็รับหน้าที่เป็นผู้จ่ายเงินชดเชยเองทั้งหมด หรือจ่ายคนละครึ่ง แล้วแต่บริษัท"

ด้านนายสมชาย ชุ่มรัตน์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ตัวเลขคนตกงานจาก 160 บริษัททั่วประเทศมีจำนวน 30,000 คน และส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานที่ซับคอนแทร็กต์แทบทั้งนั้น เช่น บริษัท นิคอน ประเทศไทย จำกัด บริษัทผลิตกล้องถ่ายรูป ที่ขณะนี้ยังไม่กระทบถึงแรงงานประจำที่มีราว 14,000 คน และพนักงานที่ถูกเลิกจ้างรวม 2,000 คนนั้นจะเป็นพนักงานซับคอนแทร็กต์ ที่มีอายุงานต่ำกว่า 1 ปี โดยบริษัทยอมจ่ายค่าชดเชยให้ ซึ่งความจริงแล้วก่อนหน้านั้นนิคอนมีการปลดพนักงานที่เป็นซับคอนแทร็กต์รุ่นแรกไปแล้ว 700 คน ก่อนหน้านี้

โดยบริษัท นิคอนฯ ถูกพิษวิกฤติเศรษฐกิจโลกเล่นงาน ทำให้ออร์เดอร์ที่มาจากยุโรปและอเมริกาลดลง

"ผมได้รับทราบข้อมูลบางส่วนในพื้นที่โรงงานที่ตั้งอยู่ที่อยุธยา พบว่ายอดสั่งซื้อรวมของโรงงานโซนนี้หายไปแล้ว 20-30% ในเบื้องต้นกระทรวงแรงงานจะดูก่อนว่า เมื่อมีการเลิกจ้างเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนายจ้างและลูกจ้างมีการปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในลักษณะเปิดโต๊ะรับสมัครคนในพื้นที่สำหรับบริษัทที่ยังต้องการพนักงานใหม่เข้าไปรองรับส่วนงานที่ขยายใหม่ เพื่อให้แรงงานที่ไหลออกได้มีช่องทางไหลเข้าไปยังอีกบริษัทหนึ่งได้ทันที"

อย่างไรก็ตามถ้ามีการลอยแพลูกจ้าง และไม่สามารถเจรจากันได้เมื่อลูกจ้างร้องเรียนเข้ามายังภาครัฐ ทางกระทรวงแรงงาน ก็จะเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาให้ หรือไกล่เกลี่ยปัญหาให้ หากเจรจากันได้เรื่องก็ไม่ต้องมาถึงกระทรวงแรงงาน
ที่มา : thannews.th.com



ลงวันที่ 08/01/2009 15:19:24
จำนวนผู้ชม 1707 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์