เปิดงานวิจัยทีดีอาร์ไอ จบปวส.-อนุปริญญาค่าจ้างเท่าปวช. มุเรียนต่อป.ตรีได้ค่าตอบแทนเพิ่ม2เท่า

เปิดงานวิจัยทีดีอาร์ไอ จบปวส.-อนุปริญญาค่าจ้างเท่าปวช. มุเรียนต่อป.ตรีได้ค่าตอบแทนเพิ่ม2เท่า | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : ทีดีอาร์ไอ , งานวิจัยทีดีอาร์ไอ , ข้อมูลเกี่ยวกับ ทีดีอาร์ไอ , งานวิจัยทีดีอาร์ไอ


เปิดงานวิจัยทีดีอาร์ไอ"งานที่มีคุณค่า" หนึ่งในการศึกษาเรื่องสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนสำหรับทุนมนุษย์ เผยผู้จบปวส. อนุปริญญาได้ค่าจ้างไม่ต่างจากคนจบปวช. แต่หากเรียนต่ออีก2ปีจนจบป.ตรีจะได้ผลตอบแทนเพิ่มเกือบ2เท่า

การได้ทำงานที่มีคุณค่าเป็นคุณภาพชีวิตของแรงงานจริงหรือ ?
"ดร.วรวรรณ  ชาญด้วยวิทย์" ผู้อำนวยการวิจัยด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้คำตอบถามนี้ไว้อย่างน่าสนใจในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2551 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี ไว้อย่างน่าสนใจโดยชี้ว่า แรงงานมนุษย์คือฟันเฟืองที่สำคัญที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตก้าวไกล และการทำให้คุณภาพชีวิตแรงงานดีขึ้นจะช่วยให้ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานดีขึ้นตามไปด้วย แรงงานไทยจำนวนมากจึงได้ชื่อว่าได้ทำงานที่มีคุณค่า

 

แต่อย่างไรก็ตามในงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า ประเทศไทยยังมีแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าวอีกจำนวนมากที่ยังอยู่ห่างไกลจากงานที่มีคุณค่า ซึ่งปัญหาหลักที่ทำให้แรงงานเหล่านั้นเข้าไม่ถึงงานที่มีคุณค่าก็คือ ความหย่อนยานในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานและ พ.ร.บ.ประกันสังคม รวมไปถึงความไม่กล้าหาญในการยอมรับหลักการและสิทธิพื้นฐานในการทำงานที่เป็นมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศที่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณค่าของงานของแรงงานบางกลุ่มถูกประเมินต่ำเกินไป

บทสรุปในงานวิจัยเรื่อง "งานที่มีคุณค่า (Decent Work) หนึ่งในการศึกษาเรื่องสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ในส่วนของทุนมนุษย์ ซึ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำขึ้นได้สะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา แรงงานมักถูกมองไม่ต่างจากวัตถุดิบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือเครื่องจักร ถ้าแรงงานคนหนึ่งออกไปก็สามารถหาคนใหม่มาทดแทนได้ แรงงานส่วนใหญ่จึงไม่ได้รับการดูแล

จนกระทั่งเมื่อภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมในระดับโลก ทำให้นายทุนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของทุนมนุษย์ที่ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบชิ้นหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในทุนมนุษย์ คือ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถที่เกิดจากการเรียนรู้และพัฒนาตนเองระหว่างการทำงาน
ทุนมนุษย์สามารถทำให้ผลผลิตที่ออกมาแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างตรงนี้คือมิติในเชิงคุณภาพของแรงงาน ที่สร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรระดับแนวหน้าในวันนี้

ใน World Development Report 1980 ของธนาคารโลกได้กล่าวไว้ว่า นอกจากการพัฒนาในด้านการศึกษาแล้ว การพัฒนาในด้านสาธารณสุข และมาตรฐานทางโภชนาการก็สามารถช่วยทำให้ประสิทธิภาพการผลิตของทุนมนุษย์ดีขึ้น
"งาน" อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นงานที่มีคุณค่า และคนทำงานในประเทศไทยส่วนใหญ่เข้าข่ายว่าได้ทำงานที่มีคุณค่าหรือไม่ ?
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization หรือ ILO) ได้ให้ความหมายของงานที่มีคุณค่าไว้ว่า เป็นงานที่เป็นที่รวมของสิ่งพึงประสงค์ทั้งหมดในชีวิตการทำงานของมนุษย์
สิ่งที่พึงประสงค์ในที่นี้มีความหมายรวมตั้งแต่โอกาสความก้าวหน้า รายได้ที่เหมาะสมกับงานที่ทำการได้เป็นส่วนหนึ่งของที่ทำงาน การมีสิทธิ มีเสียง การได้เป็นที่ยอมรับในที่ทำงาน

นอกเหนือจากนั้น งานที่ทำยังต้องเป็นงานที่ช่วยให้ชีวิตครอบครัวมีความมั่นคง ได้มีการพัฒนาศักยภาพของตนเอง และเป็นงานที่มีความเป็นธรรม และความเท่าเทียมกันไม่ว่าเป็นชายหรือหญิงและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้กำหนดหลักการที่จะทำให้ประเทศต่างๆ บรรลุวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้คนทำงานได้ทำงานที่มีคุณค่าไว้ 4 ประการ นั่นคือ
1.หลักการและสิทธิพื้นฐานของแรงงาน และการยอมรับความตกลงร่วมมือในด้านมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เสรีภาพในการสมาคมและการร่วมเจรจาต่อรอง การบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เลิกการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน และการขจัดการใช้แรงงานเด็ก
2.เพิ่มโอกาสในการจ้างงานและการเพิ่มรายได้
3.การสร้างภูมิคุ้มกัน
4.การส่งเสริมการเจรจาและไตรภาคี
"ดร.วรวรรณ" ได้ฉายภาพให้เห็นถึงข้อบกพร่องในตลาดแรงงานที่เป็นอุปสรรคต่อการได้ทำงานที่มีคุณค่าในหลายประเด็น
เรื่องแรก การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศในปี 2462 และได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศไว้ทั้งหมด 14 ฉบับจากทั้งหมด 185 ฉบับ ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด แต่ยังมีปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิพื้นฐานในการทำงานอีก 3 ฉบับที่ไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ประกอบด้วย ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคม

ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวกันและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง และฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ การลิดรอนสิทธิของแรงงานและการเลือกปฏิบัติเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยไม่พยายามแก้ไขเพื่อให้ได้มาตรฐานพื้นฐานของแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งการเลือกปฏิบัติถือเป็นอุปสรรคต่อแรงงานในการได้ทำงานที่มีคุณค่า

เรื่องที่สอง การไม่ส่งเสริมการรวมกลุ่ม การเจรจาและไตรภาคี ตรงนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลไทยไม่ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยเสรีภาพในสมาคม และว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวกันและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์แท้จริงของรัฐบาลว่าไม่ต้องการให้แรงงานเข้มแข็งหรือรวมกลุ่มกันได้
เรื่องที่สาม การใช้แรงงานเด็ก ที่ผ่านมาแม้ว่าประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่กำหนดมิให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงาน แต่ก็ยังมีการจ้างแรงงานเด็กอยู่ทั่วประเทศ

เรื่องที่สี่ การเลือกปฏิบัติกับแรงงานต่างด้าว ถ้าสังเกตจะพบว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทุกคนทำงานหนักและถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งจากผลการสำรวจของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ในปี 2549 บอกเป็นนัยว่าคนไทยยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวถูกเลือกปฏิบัติ นอกจากจะทำงานหนักกว่าคนไทยแล้วยังไม่ได้รับความคุ้มครองที่ดีเท่ากับคนไทย

เรื่องที่ห้า การบังคับใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำไม่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าเรื่องนี้จะมีกฎหมายบังคับใช้มานานกว่า 34 ปี แต่จากการเก็บข้อมูลก็พบว่าในปี 2550 ยังมีลูกจ้างภาคเอกชนอีกประมาณ 3 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของลูกจ้างเอกชนที่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานภาคเกษตร ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ก่อสร้าง พาณิชยกรรม และบริการอื่นๆ จะมีสัดส่วนของการมองข้ามคุณค่าของแรงงานพอๆ กัน

เรื่องที่หก ความไม่เป็นธรรมของผลตอบแทน นอกจากแรงงานไทยจำนวนหนึ่งจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละปียังไม่สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ ทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่แท้จริงลดลง
นอกจากนั้นช่องว่างระหว่างรายได้ของลูกจ้างในระดับการศึกษาต่างๆ ยังมีลักษณะที่กว้างมากขึ้น โดยผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายได้ค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าผู้จบมัธยมศึกษาตอนต้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผู้ที่จบ ปวส.หรืออนุปริญญาได้ค่าจ้างแทบจะไม่แตกต่างจากผู้จบ ปวช.เลย แต่หากผู้ที่จบ ปวส.เรียนต่อระดับปริญญาตรีอีก 2 ปี จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มเกือบ 2 เท่า
และนี่คือสาเหตุที่ทำให้แรงงานระดับ ปวช. และ ปวส.มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ในปัจจุบัน


เรื่องที่เจ็ด การไม่มีเวลาว่างกับครอบครัว จากการเก็บข้อมูลพบว่า มีแรงงานไทยที่ไม่ใช้วิชาชีพส่วนใหญ่ทำงานเกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง เกษตรกรในภาคใต้และเหนือทำงานเกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งการมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนานทำให้แรงงานมีเวลาว่างเวลาในการทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวน้อยลง
สุดท้ายเรื่องที่แปด การขาดภูมิคุ้มกัน งานวิจัยชิ้นพบว่า แม้ปี 2549 ที่สำนักงานประกันสังคมจะขยายระบบคุ้มกันให้ครอบคลุมลูกจ้างในสถานประกอบการขนาดเล็กที่มีการจ้างแรงงานต่ำกว่า 10 คน แต่ยังพบว่า มีลูกจ้างอยู่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน

 

 

ที่มา : matichon.co.th




ลงวันที่ 08/01/2009 15:20:14
จำนวนผู้ชม 2397 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์