ศก.ไทยเสี่ยงหดตัวถึง Q3 ปีนี้ หลังตัวเลขจีดีพี 51 ต่ำเกินคาดการณ์

ศก.ไทยเสี่ยงหดตัวถึง Q3 ปีนี้ หลังตัวเลขจีดีพี 51 ต่ำเกินคาดการณ์ | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์), ข้อมูลเกี่ยวกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)

เกินคาด !!! เมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศตัวเลขจริงของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4 ของปี 2551 พบว่าหดตัวถึง 4.3% และจีดีพีทั้งปี 2551 โตเพียง 2.6% ขณะที่ประมาณการจีดีพีทั้งปี 2552 หดตัว 1% ถึง 0%

การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2551 ที่ฉุดให้จีดีพีทั้ง ปี 2551 ที่โตไม่ถึง 3% ต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินคาดของหลายสำนัก โดยเฉพาะนักลงทุน และต่ำกว่าประมาณการเดิมของสภาพัฒน์ค่อนข้างมาก โดยประมาณการเดิมสภาพัฒน์คาดว่าไตรมาส 4 ปี 2552 จะขยายตัวได้ 2-3% ส่วนจีดีพีทั้งปี 2551 จะขยายตัวสูงถึง 4.5% และเดิมคาดว่าจีดีพีปี 2552 จะเติบโต 3-4% ไม่แตกต่างกับตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประมาณการจีดีพีทั้งปี 2551 ไว้ค่อนข้างสูงที่ 4.3-5% หรือประมาณ 3.6% และ จีดีพีปี 2552 จะขยายตัว 0-2%

โดย ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒน์ยอมรับว่า ไตรมาส 4 ปี 2551 เศรษฐกิจโลกทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วและเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ จึงกระทบส่งออกของไทยทำให้ภาคการผลิตหดตัวถึง 6.8% เป็นครั้งแรก และต้องลดกำลังการผลิตเดิมที่เคยเฉลี่ย 70-80% ได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และล่าสุดเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาคาดว่าจะอยู่ต่ำกว่า 60%

ด้าน ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยอมรับเช่นเดียวกันว่า ตัวเลขจริงจีดีพีที่สภาพัฒน์ประกาศออกมาเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินคาด และส่งออกที่ลดลงมากน่าจะมีผลทำให้จีดีพีปี 2552 ต่ำกว่าประมาณการที่ ธปท.คาดไว้ 0-2% และ ธปท.พร้อมใช้นโยบายการเงินที่ยังมีช่องเพื่อผ่อนคลายและเอื้อเศรษฐกิจให้เติบโตได้

ทั้งนี้ ดร.อำพนชี้แจงว่า วิกฤตการทางการเงินของโลกได้ส่งผลให้ไตรมาส 4 ของปี 2551 เศรษฐกิจโลกโดยรวมจึงเข้าสู่ภาวะ หดตัว ที่สำคัญได้แก่ เศรษฐกิจสหรัฐลบ 0.2% อังกฤษลบ 1% ญี่ปุ่นลบ 4.6% กลุ่มยูโรโซนลบ 1.6% สิงคโปร์ลบ 3.7% เกาหลีใต้ลบ 3.4% และไต้หวันลบ 8.4% ในขณะที่เศรษฐกิจจีน อินเดีย และเวียดนามขยายตัวชะลอลงมาก โดยมีการขยายตัว 6.8%, 4.9% และ 5.6% ตามลำดับ

ปรากฏการณ์ที่เศรษฐกิจโลกหดตัว ส่งผลกระทบให้การส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวของไทยหดตัวลงมากในไตรมาสสุดท้าย ของปี 2551 ส่งผลต่อรายได้และทำให้ภาคการผลิตติดลบ 6.8% เป็นครั้งแรกแล้ว ทุกภาคการธุรกิจก็หดตัวเช่นกัน ได้แก่ ภาค การก่อสร้างติดลบ 12.8% ภาคการขนส่งสื่อสารติดลบ 10.6% ภาคการท่องเที่ยวภัตตาคารติดลบ 8.3% และทำให้ภาคการลงทุนโดยรวมลบ 3.3%



ทั้งนี้มาจากการส่งออกในไตรมาสสุดท้ายปี 2551 ที่ติดลบถึง 9.3% หรือคิดเป็นมูลค่าที่ลดลงประมาณ 100,000 ล้าน ขณะที่ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 700,000 คน และ คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไปประมาณ 25,000 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 2550

นอกจากจะผวา !! ตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 4 ปี 2551 แล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2552 ก็น่าเป็นห่วงพอกัน เพราะเป็นครั้งแรก ที่สภาพัฒน์ประมาณการจีดีพีติดลบ โดยคาดว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบ 1% ถึง 0%

"ที่ผ่านมาไม่เคยมีเลขาฯสภาพัฒน์คนไหนแถลงจีดีพีติดลบ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนให้พูด ผมเป็นเลขาฯสภาพัฒน์คนแรกที่ประกาศจีดีพีติดลบในรอบ 10 ปี แต่พูดไปแล้วจะได้อยู่ต่อหรือเปล่าไม่รู้"

นั่นคือคำพูดของ ดร.อำพนที่กล่าวกับนักข่าวภายหลังการแถลงตัวเลขจริงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีในไตรมาส 4 ปี 2551 ติดลบ 4.3% และจีดีพีทั้งปี 2551 โต 2.6% รวมทั้งประมาณการจีดีพีทั้งปี 2552 ติดลบ 1 ถึง 0%

สัญญาณร้ายแต่สภาพัฒน์ยังมองบวก !!

ดร.อำพนระบุว่า ปัจจัยหลักที่ฉุดเศรษฐกิจทั้งปี 2552 คือการ ส่งออกซึ่งถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่หดตัวรุนแรง เห็นได้จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกล่าสุดจะขยายตัวเพียง 0.5% จากเดิมที่ประมาณการว่าจะโตได้ 1.5% และคาดว่าการแถลงการณ์ของไอเอ็มเอฟช่วงกลางเดือนหน้าจะมีการปรับประมาณการจีดีพีโลกลดลงอีก

และเห็นชัดเจนมากขึ้นจากตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน ม.ค.หดตัวถึง 26.5% ที่สำคัญหากดูตัวเลขการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ โดยเฉพาะเหล็กพบว่าติดลบมากกว่าปกติถึง 43% เป็นการบ่งชี้ว่าภาคเอกชนคาดการณ์กำลังซื้อจากต่างประเทศจะลดลง และลดการใช้กำลังการผลิตลงต่ำกว่า 60% เป็นสัญญาณเตือนว่าการเลิกจ้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

โดยสภาพัฒน์ประมาณการทั้งปี 2552 ว่า ส่งออกจะติดลบ 13.1% การนำเข้าติดลบ 14% การลงทุนโดยรวมติดลบ 0.4% แต่การบริโภครวมยังเติบโตได้ 3.1% และคาดว่าอัตราการว่างงาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2.5-3.5% หรือว่างงานจำนวนประมาณ 9 แสน-1.3 ล้านคน จากประมาณการกำลังแรงงานประมาณ 36.9 ล้านคน ขณะที่คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล และเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ลบ 0.5% ถึงบวก 0.5%

แม้ดูเหมือนว่าเครื่องชี้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะอ่อนแรงแทบ ทุกตัว แต่ ดร.อำพนมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะพ้นจาก "หลุมดำ" เศรษฐกิจเติบโตได้ 0% ไม่ถึงกับติดลบ 1% อย่างที่คาดการณ์ไว้

โดยสภาพัฒน์ประเมินว่า แม้จีดีพีไตรมาส 4 ของปี 2551 จะหดตัวรุนแรงและต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ของปีนี้ที่ยังคงถดถอย อยู่ในช่วงขาลง แต่คาดว่าน่าจะถึงต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 และจะสามารถ "ผงกหัว" เข้าแดนบวกได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้

กล่าวคือ จีดีพีของไทยอาจจะติดลบต่อเนื่อง 3-4 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 จนถึงไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 ของปีนี้ เพราะฉะนั้นจุดเปลี่ยนหรือหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ไตรมาส 4 ของปีนี้

ดร.อำพนระบุว่า ไตรมาส 4 จะเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งใช้งบประมาณในไตรมาส 3 (ไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2552) ให้มากขึ้น และรัฐบาล ต้องเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯลงทุนในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2553 ให้ได้ 30-40% ของงบฯลงทุนที่ตั้งไว้ หรือประมาณ 100,000-120,000 ล้านบาท รวมทั้งเร่งงบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้เบิกจ่ายในอัตรา 30-40% และงบฯลงทุนระยะกลาง ระยะยาว ที่จะเพิ่มเติมเข้ามาต้องสามารถดำเนินการได้ใน ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

"ที่ผ่านมาเราพึ่งรายได้จากการส่งออกสุทธิประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท ถ้าการส่งออกถูกกระทบทำให้รายได้ลดไป 10% นั่นคือเม็ดเงินที่หายไปจากระบบประมาณ 2-3 แสนล้านบาท เราชดเชยได้โดยการสร้างอุปสงค์ในประเทศ เพราะเม็ดเงินที่คาดว่าจะเข้าระบบในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ที่จะพยุงไม่ให้การติดลบ ต่อเนื่องน่าจะเป็นผล และงบประมาณปี"53 ที่ขาดดุลกว่า 4 แสนล้านบาทถ้าเร่งใช้ได้ในไตรมาส 4 ที่สำคัญฉุดให้เอกชนมั่นใจกลับมาลงทุน และธนาคารเริ่มปล่อยสินเชื่อก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทย ไม่ถึงกับติดลบแต่โตที่ 0% ได้" ดร.อำพนกล่าว

จะก้าวพ้นหลุมดำได้อย่างไร

ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะก้าวพ้นหลุมดำเศรษฐกิจได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ "ฝีมือ" ของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นสำคัญ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถใช้พลังที่มีอยู่ฉุดเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากหลุมดำเศรษฐกิจโลกได้ก็น่าเป็นห่วง เพราะแม้ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งไม่มีปัญหาสถาบันการเงิน และมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันและเงินเฟ้อที่ต่ำช่วยเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่หากไม่ดูแลก็อาจซวนเซและตกลงเข้าไปในหลุมดำของเศรษฐกิจโลก เพราะพายุเศรษฐกิจโลกครั้งนี้รุนแรงมาก

และอาจเป็นดังที่ ดร.โอฬารทำนายไว้ว่า หากรัฐบาลไม่มีมาตรการมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ตรงจุด ก็มีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวติดลบมากที่สุดในโลก หรือประมาณลบ 4.05% ต่อปี ซึ่งจะมีผลทำให้แรงงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์และท่องเที่ยวต้องถูกเลิกจ้างประมาณ 1.5 ล้านคน

ดร.โอฬารประเมินว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลทำให้รายได้จากการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศที่มีสัดส่วนถึง 60% ลดลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะยอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงถึง 20%

ที่สำคัญก่อนจะประกาศตัวเลขส่งออกเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ดร.โอฬารทำนายว่า ส่งออกในเดือน ม.ค.ขยายตัวติดลบไม่ต่ำกว่า 25% ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีคาดว่าขยายตัวลดลงอีก 20-30% ซึ่งตัวเลขจริงที่ออกมาเป็นไปตามคำทำนาย นอกจากนี้ ดร.โอฬารยังประเมินว่า เศรษฐกิจจะยังอยู่ในช่วงขาลงต่อไปอีก กว่าจะฟื้นตัวต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี

สุดท้ายไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะออกหัวหรือก้อย ขอหน่วยงานที่รับผิดชอบยอมรับความจริง และบอกความจริงกับประชาชน จะได้ ไม่เกิดปรากฏการณ์ (แย่) "เกินคาด" เกิดขึ้นซ้ำซาก

หน้า 2

ที่มา : matichon.co.th




ลงวันที่ 01/03/2009 11:11:34
จำนวนผู้ชม 1431 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์