อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย...ปรับวิกฤติให้เป็นโอกาส
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย...ปรับวิกฤติให้เป็นโอกาส | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย, ข้อมูลเกี่ยวกับ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในต่างประเทศ ส่งผลกระทบทำให้การส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทยในช่วงที่ผ่านมาหดตัวอย่างรุนแรง โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ และญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับต้นๆ มูลค่าส่งออกในช่วงต้นปี 2552 ได้หดตัวลงกว่าร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2551 และแม้แต่การส่งออกไปยังประเทศจีนซึ่งเคยเติบโตได้ดี ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน โดยเมื่ออุปสงค์ต่อสินค้าขั้นสุดท้าย (เครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอที) ลดลง จีนก็นำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปประกอบต่อลดลงตามไปด้วย ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังจีนหดตัวลงถึงร้อยละ 47.9 ในเดือนมกราคมก่อนที่จะลดลงมาเล็กน้อยในเดือนกุมภาพันธ์ เช่นเดียวกัน การหดตัวลงของการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากไทยไปยังฮ่องกงและสิงคโปร์เพื่อไปประกอบต่อก็มีสาเหตุมาจากการลดลงของยอดขายสินค้าของบริษัทข้ามชาติที่เป็นบริษัทแม่หรือบริษัทซัพพลายเออร์ขั้นสูงกว่า (โอดีเอ็ม)
โดยในรายผลิตภัณฑ์ มูลค่าส่งออกสินค้าหลักในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ช่วง 2 เดือนแรกของปี ส่วนใหญ่มีการหดตัวลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อาทิ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (หดตัวร้อยละ 41.7) ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ (ลดลงร้อยละ 15.5) เครื่องรับโทรทัศน์ (หดตัวร้อยละ 47.7) คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (หดตัวร้อยละ 33.7) แผงวงจรไฟฟ้า (หดตัวร้อยละ 44.4)
แม้ว่าการส่งออกในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2552 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 34 อย่างไรก็ดี ในบางตลาดก็มีการขยายตัว เช่น บางประเทศในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ แอฟริกา สาธารณรัฐเช็ก หรือแม้แต่ในตลาดหลัก เช่น บางประเทศในสหภาพยุโรป ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของผู้ประกอบการและการย้ายฐานการผลิตของบริษัทแม่
*แนวโน้มตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ
แม้ว่าการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปีนี้จะมีแนวโน้มหดตัวลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าการส่งออกปี 2552 จะลดลงในช่วงร้อยละ 10-20 เมื่อเทียบกับปี 2551 (มูลค่าการส่งออก 35,800-40,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยการส่งออกสินค้าไปยังตลาดหลักมีแนวโน้มที่จะหดตัวค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดี ในบางประเทศ/กลุ่มประเทศซึ่งยังมีการนำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้จากไทยไม่มากและยังมีศักยภาพหรือที่เรียกกันว่าตลาดใหม่ อาจเป็นโอกาสของผู้ส่งออกในการกระจายสินค้าไปยังตลาดเหล่านี้มากขึ้นเพื่อรักษาระดับการผลิตและกระจายความเสี่ยง
ประเทศ/กลุ่มประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่ขยายตัวได้
ยุโรปตะวันออก เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
BIMST-EC* เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ, สายไฟและสายเคเบิล เป็นต้น
อาเซียน (9) มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ทวีปอเมริกาใต้ เครื่องซักผ้า เครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ, เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ, แผงสวิตช์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า
สวิตเซอร์แลนด์,ฝรั่งเศส (สหภาพยุโรป) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ, เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
ทวีปแอฟริกา เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน อาทิ เครื่องวิดีโอ, โทรทัศน์และส่วนประกอบ, พัดลม, เคเบิลใยนำแสง, หลอดไฟฟ้า, Power supply PC, เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์, คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เป็นต้น
ที่มา: กระทรวงพาณิชย์
หมายเหตุ: * บังกลาเทศ อินเดีย พม่า ศรีลังกา
*ยุโรปตะวันออก วิกฤติเศรษฐกิจทำให้บริษัทข้ามชาติต้องปรับตัวโดยการลดต้นทุน โดยการโยกย้ายฐานการผลิตมายังประเทศที่มีต้นทุนต่ำ เช่น สาธารณรัฐเช็ก ประเทศสโลวะเกีย และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ ซึ่งการย้ายฐานการผลิตหรือเอาต์ซอร์ซนี้ทำให้สภาพภูมิศาสตร์ของการผลิตเปลี่ยนไป ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากวิฤติการเงินในสหรัฐฯ แต่หากไม่รุนแรง แนวโน้มในอนาคตการส่งออกสินค้าประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไทยไปยังประเทศในแถบนี้เพื่อนำไปประกอบต่อน่าจะยังคงขยายตัวได้อยู่
*ทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกาใต้ แม้ที่ผ่านมาไทยมีการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ไม่มาก คือ เพียงประมาณร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวม แต่ก็เป็นตลาดใหม่ที่น่าจับตามองโดยเฉพาะหลายประเทศ เช่น ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ เคนยา บราซิล อาร์เจนตินา ฯลฯ ซึ่งผู้ส่งออกไทยอาจยังสามารถขยายการส่งออกทั้งในส่วนของเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าได้
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียนและเอเชียใต้ อาทิ เวียดนาม ลาว อินเดีย บังกลาเทศ ซึ่งหลายประเทศยังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานประเภท สายไฟและสายเคเบิล แบตเตอรี่ สวิตช์และแผงควบคุม หม้อแปลงไฟ มอเตอร์และส่วนประกอบ จึงน่าจะเป็นสินค้าส่งออกที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ เนื่องจากอัตราการครอบครองเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ขณะที่การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับผู้ส่งออกสินค้า เช่น เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและส่วนประกอบอื่นๆ ด้วย
ด้านตลาดหลัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลในหลายๆ ประเทศต้องออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตนเองขึ้น อานิสงส์ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในต่างประเทศเหล่านี้ อาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์บางกลุ่ม ดังต่อไปนี้
ประเทศจีน นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน (586 พันล้านบาท) ซึ่งนอกจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคแล้ว ยังประกอบไปด้วยการกระตุ้นอุปสงค์ในชนบทซึ่งมีประชากรจำนวนกว่า 1.3 พันล้านคนอาศัยอยู่ โดยทางการจีนได้ให้การอุดหนุนการขายรถยนต์ในเขตพื้นที่ชนบท 5 พันล้านหยวน(ประมาณ 730 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และการให้เงินภาษีคืน (rebates) แก่เกษตรกรเมื่อซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน อาทิ โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า มูลค่า 20 พันล้านหยวน (2.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังได้มีการออกมาตรการรองรับเพื่อการปรับตัวและกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมหลักๆ 6 ภาค ซึ่งก็รวมถึงอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศด้วย ขณะเดียวกันทางการจีนยังคงให้คืนภาษีแก่สินค้าส่งออกกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มการออกพันธบัตรโดยเอสเอ็มอี
การที่รัฐบาลจีนให้การอุดหนุนจะส่งผลให้ยอดขายสินค้าขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์ ตู้เย็น และสินค้าคงทน (consumer durables) เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นผลดีต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกเพื่อนำไปประกอบเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายในจีน อาทิ ส่วนประกอบเครื่องรับโทรทัศน์
สหรัฐฯ ประธานาธิบดีโอบามา มีแผนที่จะใช้เงินจำนวนมากกว่า 71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากงบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (มูลค่า 787 ดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อโครงการสีเขียว (Green Projects) อาทิ การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และอีก 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจทางด้านภาษี (green tax incentives) โดยสหรัฐฯ ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2012 จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก (renewable energy) ได้คิดเป็นร้อยละ 10 ของการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งหมด
การปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงานโดยการสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกของสหรัฐฯ การหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสีเขียวและการส่งเสริมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เกี่ยวข้องได้ แม้ว่าสหรัฐฯ มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้โครงการภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใช้สินค้าที่ผลิตขึ้นโดยธุรกิจของประเทศตนเอง (Buy American) ก็ตาม ผู้ประกอบการก็ควรติดตามรายละเอียดของมาตรการอย่างใกล้ชิดเพื่อที่อาจจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว
ญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาที่จะให้โรงเรียน สำนักงานและที่ทำการของราชการ ติดตั้งแผงโซลาร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย "Green New Deal" เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโดยการส่งเสริมมาตรการเพื่อจัดการกับปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยรัฐบาลยังมีแผนที่จะสนับสนุนการใช้พลังงาน โดยการให้บริษัทพลังงานเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตโดยโรงเรียน ครัวเรือนและบริษัท และจะมีการให้แรงจูงใจสำหรับการซื้อสินค้า/อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนรวมถึงรถยนต์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในระยะยาว รัฐบาลมีแผนที่จะให้ร้อยละ 30 ของภาคครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์ภายในปี 2030 ตามนโยบายการลดโลกร้อน นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังมีแผนการให้เงินกู้มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีจากนี้ เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการปรับปรุงแหล่งน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
นโยบายของญี่ปุ่นที่สนับสนุนพลังงานทางเลือกอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่เป็นซัพพลายเออร์และผู้ผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีนวัตกรรมการประหยัดพลังงาน
โดยสรุป แม้ว่าภาพรวมของการส่งออกในปีนี้จะไม่สดใสนัก แต่ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังมีโอกาสในบางตลาด ตัวอย่างเช่น การส่งออกสินค้าประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าไปยังประเทศแถบยุโรปตะวันออก การขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ในประเทศแถบทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ การส่งออกไปยังประเทศแถบเอเชียใต้และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน เช่น เวียดนาม ลาว อินเดีย บังกลาเทศ ซึ่งยังมีอัตราการครอบครองเครื่องใช้ไฟฟ้าต่ำและกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการสามารถที่จะใช้โอกาสเหล่านี้ในการกระจายสินค้าเพื่อรักษาระดับการผลิตและกระจายความเสี่ยง เพื่อจะบรรเทาผลกระทบของการหดตัวของยอดขายจากตลาดดั้งเดิมได้ ตรงจุดนี้รัฐบาลสามารถที่จะให้การส่งเสริมและสนับสนุนโดยการช่วยเหลือด้านต้นทุนและข้อมูลในเชิงลึกสำหรับผู้ประกอบการเพื่อการเปิดตลาดใหม่ ในตลาดดั้งเดิม ผลจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ อาจเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกของสินค้าบางประเภท ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรให้ความสนใจติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่ว่าจะสามารถใช้โอกาสและปรับการผลิตเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
ด้วยเทรนด์ของสินค้าในอนาคตที่จะเป็นในรูปแบบของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาผสมผสานกับฮาร์ดแวร์มากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มของการกีดกันการค้าโดยการใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพของสินค้า และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับปรุงนวัตกรรมและคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ไปในตัว เนื่องจากการผลิตของอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับกลาง-ปลายน้ำ ทำให้ต้องเผชิญกับคู่แข่งทางการค้า เช่น สินค้าจากจีน และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ทั้งนี้ ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งมีต้นทุนค่อนข้างสูง
นอกจากตลาดต่างประเทศแล้ว ตลาดในประเทศก็เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ ยกตัวอย่างเช่น การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ การขยายการใช้ RFID ในอุตสาหกรรมการเกษตร โลจิสติกส์ ฯลฯ นอกจากนี้ การออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไป การเร่งการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ ในบางมาตรการอาจเป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ในแง่ของการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย สิ่งที่ทางภาครัฐควรให้ความสำคัญ คือ การมองการพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบที่เป็นบูรณาการหรือเป็นการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น เช่นกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ ภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดมีสินค้าใหม่ๆ ที่มีศักยภาพทดแทนสินค้าดั้งเดิมบางประเภท เช่น วงจรพิมพ์ ที่แนวโน้มความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง
ที่มา : thannews.th.com
|
ลงวันที่
21/05/2009 14:51:06
จำนวนผู้ชม
3146 ครั้ง
|
|
ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|