ผ่าแผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท. เปิดช่องเอกชนฮุบ (1)

ผ่าแผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท. เปิดช่องเอกชนฮุบ (1) | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : แผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท. , ข้อมูลเกี่ยวกับ แผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท.



ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวโดยเลือกใช้ยาแรงด้วยการหยุดเดินรถไฟทั่วประเทศของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อกดดันให้รัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ชะลอและทบทวนแผนปรับโครงสร้างการรถไฟฯ ส่งผลให้หลายฝ่ายจับตาแผนการปรับโครงสร้างบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟฯ มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่ และจะก่อให้เกิดผลดีผลเสียแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างไร
       
       ‘ASTV ผู้จัดการ’ สัมภาษณ์ ‘สาวิทย์ แก้วหวาน’ สร.ร.ฟ.ท. พร้อมทั้งศึกษารายละเอียด‘แผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย’ ทำให้พบความไม่ชอบมาพากลหลายประการ
       
       **ร.ฟ.ท.มีสิทธิแค่รางรถไฟ ส่วนรายได้ยกให้เอกชน
       
       จากการศึกษาพบว่า การปรับโครงสร้างเฟื่อฟื้นฟูกิจการ ร.ฟ.ท. ตามนโยบาย รมว.กระทรวงคมนาคม ที่ชื่อ ‘โสภณ ซารัมย์’ นั้นช่างเป็นโครงสร้างที่แปลกประหลาดพิสดารพันลึก เพราะกำหนดให้ ร.ฟ.ท. รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการด้านการคมนาคมแก่ประชาชนทั้งประเทศ ยกกิจการส่วนที่ทำรายได้ ทั้งกิจการเดินรถ และการดำเนินการให้เช่าที่ดินของการรถไฟฯ ให้บริษัทลูก 2 บริษัทที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ โดยให้เอกชนเข้ามาถือหุ้นและบริหารจัดการ
       
       ขณะที่ รฟท. จะมีหน้าที่ดูแลแค่ตัวรางรถไฟ มีเพียงรายได้จากค่าใช้รางเท่านั้น และค่าใช้รางที่เรียกเก็บจากบริษัทเดินรถ ก็จะเก็บเพียง 30% ของค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายในการจัดการเดินรถ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเหตุผลใด รฟท.จึงต้องมาแบกรับค่าใช้จ่ายอีก 70% ไว้เอง ทั้งๆที่รายได้จากการเดินรถทั้งหมดนั้นบริษัทลูกรับไปเต็มๆ
       
       สาวิทย์ บอกว่า การปรับโครงสร้างตามแผนฟื้นฟูครั้งนี้เท่ากับเป็นการโอนกิจการของการรถไฟฯไปให้เอกชน โดยกำหนดให้แบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 3 ส่วน คือ ร.ฟ.ท.ดูแลเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รางรถไฟ ตัวสถานี ระบบสัญญาณการเดินรถ
       
       ส่วนบริษัทเดินรถและบริษัทบริหารทรัพย์สินซึ่งเป็นบริษัทลูกที่จะตั้งขึ้นมาใหม่จะมีหน้าที่บริหารจัดการในส่วนของกิจการและสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ โดยบริษัทเดินรถจะมีหน้าที่ดูแลกิจการการดินรถทั้งหมดของการรถไฟฯ ไม่ว่าจะเป็น การเดินรถโดยสาร การเดินรถขนส่งสินค้า การเดินรถในโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ (โครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) หรือการเดินรถไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โครงการระบบขนส่งมวลชนสายสีแดง ส่วนบริษัทบริหารสินทรัพย์ มีหน้าที่บริหารจัดการที่ดิน จัดเก็บรายได้ และบริหารสัญญาเช่าที่ดินของ ร.ฟ.ท.
       
       **เทคนิคแปรรูปแบบซ่อนเงื่อน
       
       แผนฟื้นฟูระบุชัดเจนว่า จะให้เอกชนเข้ามาบริหารบริษัทลูกทั้ง 2 แห่ง โดยระบุว่าให้ภาคเอกชนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาที่ดิน หรือเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านการเดินรถ
       
       ขณะที่ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช. กระทรวงการคลัง ก็พูดชัดว่ามีแนวคิดที่จะให้ ร.ฟ.ท.เปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมถือหุ้นและจัดการเดินรถในบริษัทลูกของ ร.ฟ.ท. ดังนั้น แม้จะบอกว่า ร.ฟ.ท.ถือหุ้นในบริษัทลูก 100% ก็ไม่ได้แปลว่าบริษัทลูกทั้ง 2 แห่งที่ตั้งขึ้นมายังคงเป็นของ ร.ฟ.ท. เพราะการแปรรูปที่แยบยลที่สุดก็คือการให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ ถือหุ้นแค่ในนามแต่การบริหารจัดการเป็นอำนาจของเอกชน จะเห็นได้ว่าตามโครงสร้างใหม่ ร.ฟ.ท.ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทลูกทั้ง 2 แห่งเลย
       
       การที่กำหนดให้ ร.ฟ.ท.ถือหุ้น 100% ยังเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งในการใช้อำนาจความเป็นรัฐวิสาหกิจของ ร.ฟ.ท.เข้าไปเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทลูกตัวจริง เช่น บริษัทลูกไม่ต้องเสียค่าสัมปทานเดินรถโดยอ้างว่าเป็นกิจการของการรถไฟฯเอง ทั้งๆ ที่ผู้ให้บริการเป็นเอกชนและรายได้ก็เข้ากระเป๋าเอกชน
       
       “ตรงนี้ก็เหมือนกับกระทรวงการคลังถือหุ้นใน ปตท. 51% เพื่ออ้างว่า ปตท.เป็นของรัฐจะได้เข้าถึงทรัพยากรของชาติอย่างสะดวก แต่อำนาจการบริหารกลับอยู่ในมือเอกชน 100% ” สาวิทย์ อธิบายถึงโครงสร้างใหม่ของ ร.ฟ.ม. ที่เปิดช่องให้อกชนเข้ามาแสวงกำไรในกิจการของรัฐอย่างชัดเจน
       
       **การรถไฟฯ แบกภาระการลงทุน
       
       สาวิทย์ ชี้ให้เห็นว่า ร.ฟ.ท.ซึ่งดูแลในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะมีเพียงรายได้จากค่าเช่ารางรถไฟซึ่งได้รับจากบริษัทเดินรถเท่านั้น แต่กลับต้องรับภาระการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเพื่อสนับสนุนกิจการเดินรถที่มีเอกชนเป็นผู้ถือหุ้น ทั้งส่วนที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูฯและโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
       
       แผนฟื้นฟูระบุว่า ร.ฟ.ท.จะเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ขณะที่บริษัทเดินรถจะเป็นผู้ลงทุนในรถจักรและล้อเลื่อน ทั้งที่จริงๆ แล้วตอนนี้ได้มีการโอนตัวรถไฟทั้งหัวรถจักร โบกี้รถไฟ รวมถึงรถพ่วงที่ขนส่งสินค้าไปให้บริษัทเดินรถเรียบร้อยแล้ว แปลว่าบริษัทเดินรถที่เอกชนเข้ามาถือหุ้นแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
       
       โครงการแอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งการรถไฟเป็นผู้ลงทุนโดยกู้เงินถึง 36,000 ล้านบาทมาทำโครงการ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ก็ต้องโอนไปอยู่ในมือบริษัทเดินรถ แล้วก็ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ รายได้ตกอยู่ในมือเอกชน ส่วนหนี้ที่กู้มาก็ทิ้งไว้เป็นภาระของ ร.ฟ.ท.”
       
       ในแผนฟื้นฟูยังระบุด้วยว่าเพื่อเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงินของ ร.ฟ.ท. จึงให้ภาครัฐเป็นผู้รับภาระในการลงทุนและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน(ระบบรางและระบบสัญญาณเดินรถ) ทั้งหมดของ ร.ฟ.ท.ทั้งในอดีตและในอนาคต
       
       โดยในระยะ 10 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2552-2561 ภาครัฐจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวน 191,314 ล้านบาท ทั้งในด้านงานโยธา การก่อสร้างรางคู่ การปรับปรุงทาง และโครงการรถไฟสายสีแดง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเดินรถ ซึ่งแม้จะระบุให้เอกชนเป็นผู้ชำระค่าใช้ทางแก่ ร.ฟ.ม. แต่อัตราค่าใช้รางรถไฟที่ต้องจ่ายนั้นกำหนดไว้เพียง 30% ของค่าใช้จ่ายในการจัดการเดินรถและการบำรุงรักษาตัวรางและตัวสถานีเท่านั้น
       
       อีกทั้งยังให้รัฐยกเว้นภาษีทุกชนิดที่เกี่ยวกับการโอนสินทรัพย์ถาวรด้านการเดินรถให้บริษัทเดินรถด้วย เรียกว่ารัฐบาลและ ร.ฟ.ท. ต้องรับภาระให้ทุกอย่าง แม้แต่การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลูกทั้ง 2 แห่ง ซึ่งต้องใช้เงินถึง 560 ล้านบาท แผนฟื้นฟูก็ระบุให้เป็นเงินจากงบประมาณแผ่นดิน
       
       ดังนั้น จึงมีคำถามตามมาว่าเหตุใดการรถไฟแห่งประเทศไทยจึงต้องยกกิจการที่ทำรายได้ให้แก่เอกชน ทั้งๆที่เงินที่ ร.ฟ.ท.นำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการดำเนินงานต่างๆตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมานั้นล้วนมาจากเงินภาษีของประชาชน ขณะที่การเริ่มต้นก่อตั้งการรถไฟแห่งประเทศไทยและการสร้างทางรถไฟสายแรกนั้นเป็นเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงเป็นผู้สถาปนากิจการรถไฟไทย
       
       “รายได้จากการเช่าที่ดินนั้นถ้าจัดเก็บกันแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีนอกมีใน ร.ฟ.ท.จะมีรายได้มหาศาล เพราะปัจจุบัน ร.ฟ.ท.มีที่ดินที่สามารถจัดหาผลประโยชน์ได้ถึงประมาณ 36,300 ไร่ ส่วนรายได้จากการเดินรถของการรถไฟในแต่ละปีก็มีไม่ต่ำกว่า 7,200 ล้านบาท อีกทั้งแผนฟื้นฟูยังกำหนดให้ภาครัฐจ่ายเงินอุดหนุนบริการสาธารณะ(PSO)แก่บริษัทเดินรถไฟด้วย
       
       “เพราะฉะนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าแผนฟื้นฟูนี้ทำให้ผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับบริษัทลูกซึ่งมีเอกชนเป็นผู้ถือหุ้น ขณะที่ ร.ฟ.ท.กลับต้องมาแบกรับภาระในการบำรุงรักษาและพัฒนาระบบราง ตัวสถานีรถไฟ รวมถึงสัญญาณไฟต่างๆ
       
       “ในอนาคต ร.ฟ.ท.ก็มีแผนที่จะทำระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งจะทำให้การเดินรถคล่องตัวขึ้นเพื่อไม่ต้องรอการสับหลีกขบวนรถเหมือนปัจจุบันซึ่งใช้ระบบรางเดี่ยว แต่ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากรางคือบริษัทเดินรถนั้นกลับไม่ต้องลงทุนอะไรเลย จะเห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนี้คือการแปรรูปการรถไฟฯเพื่อผ่องถ่ายทรัพย์สินและผลประโยชน์ไปให้เอกชนอย่างแท้จริง” ประธาน สร.ร.ฟ.ท. กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
       
       **อ้างไร้ประสิทธิภาพ แต่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
       
       การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนำเรื่องปัญหาการขาดทุนของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาเป็นข้ออ้างในการแปรรูปปรับโครงสร้างเพื่อโอนกิจการในส่วนของการจัดหารายได้ไปให้บริษัทลูกที่มีเอกชนเป็นผู้ถือหุ้นนั้นคงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะตามหลักการบริหารงานแล้วรัฐบาลควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยเข้าไปดูว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้การรถไฟฯขาดทุน และเข้าไปแก้ไขปัญหาตรงจุดนั้น ไม่ใช่ยกกิจการของรัฐไปให้เอกชน
       
       บทเรียนจากการแปรูป ปตท. ชี้ให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้เป็นไปตามกลไกที่แท้จริงได้ เพราะเมื่ออำนาจการบริหารตกเป็นของเอกชน แม้กระทรวงการคลังจะถือหุ้นใน ปตท.ถึง 51% แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปกำหนดนโยบายต่างๆ ใน ปตท.แต่อย่างใด ซึ่งส่งผลให้เกิดการปั่นราคาฟันกำไรทำให้ประชาชนเดือดร้อนจากการที่ต้องซื้อก๊าซและน้ำมันในราคาที่สูงเกินจริง
       
       ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการรถไฟหลังจากที่มีการผ่องถ่ายอำนาจการบริหารไปอยู่ในมือของเอกชนก็คงหนีไม่พ้นที่ประชาชนชนจะต้องแบกรับค่าบริการที่สูงขึ้น เพราะเอกชนทุกรายล้วนมีเป้าหมายในการทำกำไร มิได้มีเป้าหมายเพื่อให้บริการแก่ประชาชนเหมือนกับปรัชญาของรัฐวิสาหกิจต่างๆที่มุ่งพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและให้บริการราคาถูกเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น.

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน




ลงวันที่ 27/06/2009 15:03:34
จำนวนผู้ชม 1672 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์