คลังมั่นใจปั๊ม ศก.ฟื้นจริง ลั่นทุ่มมาตรการเชิงรุก-เน้นแก้จุดบอด

คลังมั่นใจปั๊ม ศก.ฟื้นจริง ลั่นทุ่มมาตรการเชิงรุก-เน้นแก้จุดบอด | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : มาตรการเชิงรุกเศรษฐกิจ, ข้อมูลเกี่ยวกับ มาตรการเชิงรุกเศรษฐกิจ

คลังมั่นใจ ศก.ไทยฟื้นจริง หลังพบสัญญาณหลายตัวบ่งชี้ แนะเอกชนเตรียมความพร้อม ลั่นทุ่มมาตรการเชิงรุกรูปแบบใหม่ ทั้งนโยบายเงินบาทแข็งกว่าคู่แข่ง การลงทุนในต่างประเทศ และลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ พร้อมแก้ไขจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง ทั้งมาตรการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรการภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจเพื่อขยายขอบเขตสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ พ.ร.บ.การจัดตั้งกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ เพื่อให้แรงงานนอกระบบมีสวัสดิการดูแลเมื่อเข้าสู่วัยชราภาพ
       

       นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในสัมมนาวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (FPO Forum) เรื่อง “เศรษฐกิจไทย ใกล้จะฟื้นแล้วจริงหรือ” โดยว่า วิกฤตเศรษฐกิจไทยครั้งนี้เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัวบ้างแล้ว ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตั้งแต่ตอนนี้
       
       ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนไทยยังอ่อนแอ ภาครัฐจำเป็นต้องมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นผ่านทาง 3 นโยบายหลัก คือ การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล และเร่งรัดการเบิกจ่ายของรัฐบาลให้มีเงินออกสู่ระบบ การเร่งรัดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วยการจัดทำ Public Service Account (PSA) แยกบัญชีให้รัฐบาลชดเชยให้และการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่ามากกว่าค่าเงินของประเทศคู่แข่ง ผ่านการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ และการลดอากรนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ
       
       ทั้งนี้ สศค.ยังได้เตรียมเสนอนโยบายด้านการคลังเชิงรุก ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขจุดอ่อนของปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะปานกลางและระยะยาว ได้แก่ มาตรการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรการภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ที่เป็นธรรม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจเพื่อขยายขอบเขตสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ พ.ร.บ.การจัดตั้งกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ เพื่อให้แรงงานนอกระบบมีสวัสดิการดูแลเมื่อเข้าสู่วัยชราภาพ
       
       น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2552 จะหดตัวที่ร้อยละ -2.9 ต่อปี และจะขยายตัวเป็นบวกที่ร้อยละ 2 ต่อปี ในปี 2553 สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ร้อยละ 1.8 ต่อปีในไตรมาสที่ 4 ปี 52 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้หดตัวที่ร้อยละ -2.7 ต่อปี ดังนั้น หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงไป การบริโภคของสหรัฐจะลดลง การแข่งขันทางการค้าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยลดลง ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนมาสู่ภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นและนำมาสู่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
       
       อย่างไรตาม เศรษฐกิจจีน อินเดีย และ บราซิล มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ไทยสามารถส่งออกไปประเทศดังกล่าวได้ในอนาคต ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้านการผลิตและการบริการ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพของสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งการจะเพิ่มประสิทธิภาพได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพของคน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่ยุ่งยากของภาครัฐ
       
       นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะฟื้นตัวช้า จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าตามไปด้วย 2) การกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น 3) ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางลบต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกอย่างมาก 4) สภาพคล่องของระบบการเงินยังมีอยู่มาก แต่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อเท่าที่ควร โดยเฉพาะสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ส่งผลให้ธุรกิจ SMEs ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และ 5) ปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะส่งผลให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก และลดการดำเนินธุรกรรมทางเศรษฐกิจลง



ลงวันที่ 03/08/2009 03:21:13
จำนวนผู้ชม 1643 ครั้ง




ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์