นโยบายการศึกษาฟรี 15 ปี เป็นการแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ ที่ได้คะแนนเสียง แต่จะไม่สามารถแก้ปัญหาหลักคือปัญหาคุณภาพต่ำและการที่คนจนไม่มีโอกาสได้เรียนต่ออย่างทั่วถึงได้ โรงเรียนทั่วประเทศมีคุณภาพต่างกันมาก ส่วนใหญ่คือคุณภาพต่ำ คนจน/คนมีปัญหาออกกลางคันมาก แรงงานไทยเกินครึ่งมีการศึกษาแค่ประถมและต่ำกว่า
สาเหตุหลักอยู่ที่กระทรวงศึกษาฯ มีอำนาจรวมศูนย์มากไป ผู้บริหารตั้งแต่ระดับสูงถึงระดับเขตการศึกษาและสถานศึกษาและครูส่วนใหญ่ทำงานตามระบบราชการเพื่อประโยชน์ของข้าราชการมากกว่าเพื่อประโยชน์นักเรียน ผู้บริหารระดับเขตมีอำนาจ/ผลประโยชน์มากขึ้น เช่นมีรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้ลำดับขั้นสูงจำนวนเพิ่มขึ้น ครูอาจารย์ได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพการสอนไม่ดีขึ้น การจัดการศึกษาของไทยที่ใช้งบจากภาษีประชาชนปีละ 2 แสนกว่าล้านบาท ให้ประโยชน์กับผู้บริหาร, ครูอาจารย์ รวมทั้งนักการเมือง มากกว่านักเรียนนักศึกษา!
คณะกรรมการครู, เขตการศึกษา, สถาบันการศึกษาฯลฯ เป็นเพียงรูปแบบที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย แต่อำนาจการบริหารจริง ๆ ยังขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจสูงสุดในระบบ การเลือกตั้งกรรมการชุดต่าง ๆ เช่นคณะอนุกรรมการครูและบุคลากรการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ที่เป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายให้ความดีความชอบโดยรูปแบบเหมือนกับเป็นประชาธิปไตย แต่โดยเนื้อหา คือการเปิดช่องทางใหม่ให้มีเล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัวของข้าราชการครู มีการแทรกแซงทางการเมือง การซื้อเสียงขายเสียง ใช้ระบบพรรคพวก ระบบอุปถัมภ์ฯลฯ ไม่ต่างไปจากการเมืองแบบประชาธิปไตยนายทุนของนักเลือกตั้งระดับประเทศและท้องถิ่น
ผู้บริหารในระดับเขตการศึกษาและระดับสถานศึกษาส่วนใหญ่ได้เลื่อนตำแหน่งมาโดยการสอบข้อเขียนและการเข้ากับเจ้านายได้ การวิ่งเต้นและวิธีการอื่น ๆ มากกว่าโดยการคัดเลือกตามผลงานและความรู้ความสามารถของบุคคลนั้น ๆ อย่างเป็นธรรม ผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นข้าราชการแบบอำนาจนิยมที่ใช้อำนาจสั่งการแบบเก่าและมุ่งทำงานเพื่อผลประโยชน์ตนเองมากกว่าจะมีแนวคิดแบบประชาธิปไตยที่เปิดให้คนระดับล่างมีส่วนร่วม ครูอาจารย์ส่วนใหญ่ไม่รักการอ่าน การค้นคว้าวิจัย ใช้ความรู้เก่าสอนตามตำราแบบบรรยาย(บอกจด)ให้นักเรียนท่องจำไปสอบ
การบริหารแบบราชการรวมศูนย์ทำให้มีลักษณะผู้บริหารสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามอย่างเป็นกลไก ไม่ว่าจะในเรื่องตำราเรียน หลักสูตร การสอน การวัดผลและเรื่องอื่น ตัวอย่างเช่น ครูอาจารย์ นักเรียนถูกส่วนกลางกำหนดให้ต้องเขียนรายงาน ต้องทำแฟ้มสะสมงานตามคำสั่ง คำชี้แนะเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้มีเอกสารให้คนนอกมาประเมินได้ โดยที่ครูและนักเรียนผู้ทำแฟ้มสะสมงานมักจะเน้นการทำตามกฎเกณฑ์เพื่อให้ผ่านการประเมินมากกว่าที่จะได้ใช้เวลาเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง
นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงคือตัวอุปสรรคในการปฏิรูปการจัดการศึกษา เพราะทั้งนักการเมือง ข้าราชการระดับสูงโดยทั่วไปสนใจแต่เรื่องอำนาจ/ประโยชน์ และเคยชินกับการทำงานตามคำสั่งและตามกฎระเบียบมาช้านาน ทำให้พวกเขาไม่สามารถคิดและปฏิรูปการจัดการศึกษาแบบใหม่ที่นอกไปจากกรอบที่ตนเคยชินได้ มีวิธีเดียวที่จะปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพได้ คือต้องผ่าตัดลดอำนาจของพวกเขาลงมา
ประเทศไทยจะแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจการเมืองได้ ต้องปฏิรูปการศึกษาให้ได้ ดังนั้น เราจึงต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่กล้าผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจากแบบรวมศูนย์อยู่กระทรวงศึกษาธิการที่เป็นตัวอุปสรรคใหญ่ เป็นการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบให้คณะกรรมการ 4 ฝ่าย คือกระทรวงศึกษาฯ ครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชน ตามแนวทางพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และทำให้เกิดการกระจายอำนาจบริหารการศึกษาไปสู่ชุมชนที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแบบในนิวซีแลนด์ ฟินแลนด์และประเทศอื่น
เราอาจจะออกพรบ.หลักประกันการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพแห่งชาติ เพื่อกระจายอำนาจ ทรัพยากร ไปที่ชุมชนและสถานศึกษาโดยการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพแห่งชาติ ที่มาจากภาคี 4 ฝ่าย คือ 1.ฝ่ายรัฐ 2.ฝ่ายประชาชนและองค์กรท้องถิ่น 3.ฝ่ายครูอาจารย์ผู้ให้บริการ(ซึ่งควรรวมจากสถานศึกษาเอกชนด้วย) 4.ฝ่ายนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ ให้คณะกรรมการชุดนี้เป็นบอร์ดของผู้บริหารทำหน้าที่ดูแลจัดการศึกษาแทนกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งควรเป็นฝ่ายกำกับดูแลนโยบายและมาตรฐานแทนการจัดการศึกษาเองแบบเก่า
ภาคีฝ่ายรัฐ คือกระทรวงศึกษาฯ และตัวแทนกระทรวงอื่นที่ร่วมจัดการศึกษา ส่วนภาคีอีก 3 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำเรื่องการศึกษาเด็กและเยาวชน สมาคมผู้ปกครอง องค์กรนักศึกษา องค์กรครูอาจารย์ องค์กรปกครองท้องถิ่น กรรมาธิการการศึกษาของสส. และสว. สหภาพแรงงาน สหพันธ์เกษตรกร องค์กรชุมชน ตัวแทนการศึกษาภาคเอกชน สมาคมทางธุรกิจ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิฯลฯ
คณะกรรมการชุดนี้ คือบอร์ดบริหารของสำนักงานการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่จัดตั้งขึ้นใหม่แบบองค์กรมหาชน เพื่อให้เป็นอิสระและทำงานได้คล่องตัว ทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณกำลังคนในการให้บริการการศึกษาแทนกระทรวงศึกษา ตัวสำนักงานกระทรวงศึกษาควรลดคนทำงานลง(แบบในนิวซีแลนด์ ฟินแลนด์)และทำหน้าที่ผู้กำกับดูแลและส่งเสริมพัฒนา มากกว่าจะเป็นผู้ลงมือจัดการศึกษาเอง
องค์กรใหม่นี้ควรคัดเลือกคนเข้าใจปัญหาการศึกษาที่ทำงานเก่งมาทำงาน จะมาจากนักบริหารองค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรสังคมประชาหรือนักวิชาการที่เป็นนักบริหารด้วยก็ได้ ไม่ควรโยกย้ายข้าราชการมาทำตามแบบองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชนหลายแห่งที่เปลี่ยนแต่รูปแบบองค์กร แต่ไม่เปลี่ยนกลุ่มคนทำงาน องค์กรใหม่นี้ควรจ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเดือนข้าราชการประจำ เปิดให้คนได้ทำงานอย่างเป็นอิสระท้าทาย มีความรับผิดชอบด้วยตนเองและก้าวหน้าในอาชีพการงานที่แข่งขันกับระบบธุรกิจเอกชนได้ มีการพิจารณาความดีความชอบของผู้ทำงานตามความสามารถ มากกว่าการยึดติดกับระบบอาวุโสหรือระบบเส้นสายแบบหน่วยงานราชการ ขณะเดียวกันก็ต้องจัดให้มีระบบการตรวจสอบดูแลการทำงานผู้ปฏิบัติงานในองค์กรนี้ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพด้วย
คณะกรรมการที่ทำหน้าที่บอร์ดบริหารชุดนี้ควรถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการชุดที่ 2 คือคณะกรรมการควบคุมกำกับมาตรฐานบริการการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ(หรือบอร์ดด้านนโยบายและการกำกับ) ประกอบด้วยกรรมการจากภาคี 4 ฝ่ายเช่นกัน โดยเป็นคณะกรรมการคนละชุดกัน ไม่ควรให้ใครดำรงตำแหน่งซ้อน และไม่ควรเป็นข้าราชการประจำที่มีส่วนได้ผลประโยชน์ คณะกรรมการชุดที่ 2 นี้มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบดูแลคณะกรรมการชุดแรก และรวมทั้งสำนักงานการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพให้ทำงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ในช่วงแรก คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดและสำนักงานการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพจะต้องร่วมมือกันออกแบบการบริหารใหม่ให้มีการกระจายงบประมาณและการบริหารจัดการสู่คณะกรรมการและอนุกรรมการเพื่อการให้บริการการศึกษาในทุกระดับ เช่นจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา ตำบล และสถาบันการศึกษา โดยเน้นความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และสนองความต้องการที่แท้จริงของท้องถิ่น
นี่คือการกระจายการบริหารจัดการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นแบบกระจายให้ชุมชนและสถานศึกษารับผิดชอบโดยตรง ไม่ใช่การโอนย้ายให้ครูและโรงเรียนไปเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์กรปกครองท้องถิ่น แต่ให้ไปขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการศึกษาระดับท้องถิ่นโดยเฉพาะ ที่เป็นอิสระแยกออกมาจากองค์กรปกครองท้องถิ่น โดยให้มีตัวแทนจากองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.)เข้ามาร่วมเป็นกรรมการ (เพื่อความคล่องตัวอาจจะให้อปท.ที่จัดบริหารจัดการโรงเรียนของตนเองได้ดีอยู่แล้วทำต่อไปได้ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งในหลายรูปแบบ)
โครงสร้างการบริหารจัดการศึกษาแบบใหม่ต้องจะเปิดช่องทางให้ชุมชนท้องถิ่น ธุรกิจเอกชน องค์กรประชาสังคม เช่นศาสนา มูลนิธิ องค์กรชุมชนต่าง ๆ จัดการศึกษาพัฒนาการศึกษาได้หลายรูปแบบ เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในเชิงคุณภาพและประชาชนมีทางเลือกได้เพิ่มขึ้น รัฐบาลอาจใช้วิธีให้งบอุดหนุนไปที่นักเรียนนักศึกษาโดยตรงในรูปคูปองการศึกษา ซึ่งพวกเขาจะไปเลือกเรียนโรงเรียนที่จัดโดยใครก็ได้ โดยรัฐดูแลกำกับด้านนโยบายและมาตรฐานคุณภาพการจัดการศึกษา โดยพึ่งข้อมูลจากสมศ.อีกทางหนึ่ง
ปัจจุบันมีสถาบันศึกษาบางแห่งที่ผู้บริหาร, ครูอาจารย์, ชุมชนที่มีผู้นำหัวก้าวหน้าได้บุกเบิกการพัฒนาครูและการจัดการเรียนการสอนแนวใหม่(ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง, ให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น)อยู่บ้าง นี่คือแนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่เป็นจริงที่เราต้องช่วยให้พวกเขาขยายงาน, สร้างเครือข่าย, เป็นแหล่งให้ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง องค์กรชุมชนอื่น ๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อขยายการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนแนวใหม่ไปยังสถาบันการศึกษาและชุมชนอื่นเพิ่มขึ้น การปฏิรูปทั่วทั้งประเทศได้ต้องรื้อและทำกระทรวงศึกษาฯให้เล็กลง และส่งเสริมให้ภาคประชาชน, ผู้ทรงคุณวุฒิและครูอาจารย์เข้มแข็งรับผิดชอบเพิ่มขึ้น เราจึงจะมีทางปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างแท้จริง
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์