กรมวิชาการเกษตร รับวิศวกรการเกษตรปฏิบัติการ
กรมวิชาการเกษตร รับวิศวกรการเกษตรปฏิบัติการ | แหล่งคน แหล่งงาน คุณภาพ ที่ SIAMHRM.COM : กรมวิชาการเกษตร รับวิศวกรการเกษตรปฏิบัติการ , ข้อมูลเกี่ยวกับ กรมวิชาการเกษตร รับวิศวกรการเกษตรปฏิบัติการ
ด้วยกรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการใน
กรมวิชาการเกษตร ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ
พลเรือน พ.ศ. 2551 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004.1/ว 15 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551
เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ จึงได้ประกาศรับสมัคร
สอบแข่งขัน ดังต่อไปนี้
1. ตำแหน่งที่จะบรรจุและแต่งตั้ง เงินเดือนที่จะได้รับ
ตำแหน่งวิศวกรการเกษตรปฏิบัติการ อัตราเงินเดือน 7,940 บาท หรือตามที่ ก.พ. กำหนด
2. บรรจุครั้งแรก จำนวน 1 อัตรา ศูนย์ปฏิบัติการเกษตรวิศวกรรมเชียงใหม่
(สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม)
3. ลักษณะงานที่ปฏิบัติ
ปฏิบัติงานในฐานะผู้ปฏิบัติงานระดับต้น ที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถทางวิชาการในการ
ทำงาน ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิศวกรรมการเกษตร ภายใต้การกำกับ แนะนำ ตรวจสอบ และปฏิบัติงานอื่น
ตามที่ได้รับมอบหมาย
โดยมีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1. ด้านการปฏิบัติการ
(1) ศึกษา วิจัย ออกแบบ ทดสอบ และพัฒนาด้านวิศวกรรมการเกษตร เพื่อส่งเสริมและ
พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร และเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมการเกษตร
ทั้งก่อนเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว และเพื่อพัฒนาแปลงเกษตรกรรม แหล่งน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานในแปลง
เกษตรกรรมให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลและเกิดประโยชน์สูงสุด
(2) ศึกษา สำรวจ รวบรวม ประมวลผลข้อมูลในการใช้งานเครื่องมือ เครื่องจักรกล
การเกษตร และเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมการเกษตร เพื่อปรับปรุง พัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพการทำการเกษตร
ของแต่ละภูมิภาค ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจและสังคม
(3) ดูแลการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร สิ่งก่อสร้างด้านการเกษตร
และชลประทานขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างประสิทธิภาพ
(4) ติดตาม และประมวลผลการดำเนินงาน ส่งเสริมเทคโนโลยีวิศวกรรมการเกษตร เพื่อ
นำมาประกอบการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมเทคโนโลยีวิศวกรรมการเกษตรต่อไป
(5) สำรวจ ออกแบบ และ/หรือ จัดทำราคากลางของงานด้านวิศวกรรมการเกษตรต่าง ๆ
เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุนงานวิจัยระบบการจัดการพืช หรือกำหนดรูปแบบมาตรฐานการอนุรักษ์ดินและน้ำ
ด้านวิศวกรรม หรือกำหนดโครงการหรือระบบงานส่งเสริมการเกษตรต่อไป
(6) ส่งเสริม สาธิต และถ่ายทอดเทคโนโลยีทางวิศวกรรมการเกษตรให้แก่เกษตรกร และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(7) ถ่ายทอดความรู้ด้านวิศวกรรมการเกษตรแก่เจ้าหน้าที่ระดับรองลงมา ให้คำแนะนำใน
การปฏิบัติงาน วางแผนโครงการ กำหนดหลักสูตรและฝึกอบรม จัดทำคู่มือสำหรับการฝึกอบรมและวิธีใช้
อุปกรณ์เครื่องมือที่ถูกต้อง เพื่อถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานและข้อที่กำหนด
(8) ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา และคุณสมบัติของดิน
ด้านวิศวกรรม การเกษตร เพื่อใช้ในการออกแบบระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และออกแบบระบบชลประทาน
ระดับไร่นา
(9) ศึกษาความสัมพันธ์ของดิน น้ำ และพืช เพื่อดำเนินการปรับปรุงระบบนิเวศวิทยาที่
เหมาะสมกับการผลิตของพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ
(10) สำรวจ ออกแบบ การจัดรูปที่ดิน ระบบควบคุมน้ำ การระบายน้ำ และถนนในไร่นา
ให้กับโครงการพัฒนาที่ดินต่าง ๆ
2. ด้านการวางแผน
วางแผนการทำงานที่รับผิดชอบร่วมดำเนินการวางแผนการทำงานของหน่วยงานหรือ
โครงการเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ที่กำหนด
3. ด้านการประสานงาน
(1) ประสานการทำงานร่วมกันทั้งภายในและภายนอกทีมงานหรือหน่วยงาน เพื่อให้เกิด
ความร่วมมือและผลสัมฤทธิ์ตามที่กำหนดไว้
(2) ชี้แจงและให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูล ข้อเท็จจริง แก่บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เพื่อสร้างความเข้าใจหรือความร่วมมือในการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย
4. ด้านการบริการ
(1) ให้คำแนะนำ ตอบปัญหาและชี้แจงเกี่ยวกับงานวิศวกรรมการเกษตรที่ตนรับผิดชอบใน
ระดับเบื้องต้นแก่หน่วยงานราชการ เอกชนหรือประชาชนทั่วไป เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ทราบข้อมูลและความรู้
ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์
(2) รวบรวม จัดทำข้อมูล ทำสถิติ ปรับปรุง หรือจัดทำฐานข้อมูลหรือระบบสารสนเทศ
เกี่ยวกับงานวิศวกรรมการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องและสนับสนุนภารกิจของหนว่ ยงาน และเพื่อประกอบการ
พิจารณากำหนดนโยบาย แผนงาน หลักเกณฑ์ มาตรฐานต่าง ๆ
4. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบ
4.1 ผู้สมัครสอบต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ดังต่อไปนี้
ก. คุณสมบัติทั่วไป
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
(3) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ข. ลักษณะต้องห้าม
(1) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(2) เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือ
จิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.
(3) เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น
(4) เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม
(5) เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
(6) เป็นบุคคลล้มละลาย
(7) เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำ
ความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
(8) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ หรือ
หน่วยงานอื่นของรัฐ
(9) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก เพราะกระทำผิดวินัยตาม
พระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายอื่น
(10) เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้ หรือ
ตามกฎหมายอื่น
(11) เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงาน
ในหน่วยงานอื่นของรัฐ
ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งมีลักษณะต้องห้ามตาม ข. (4) (6) (7)
(8) (9) (10) หรือ (11) ก.พ. อาจพิจารณายกเว้นให้เข้ารับราชการได้ แต่ถ้าเป็นกรณีมีลักษณะต้องห้ามตาม (8)
หรือ (9) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว และในกรณีมีลักษณะต้องห้ามตาม (10)
ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว และต้องมิใช่เป็นกรณีออกจากงานหรือออกจาก
ราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ สำหรับผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามตาม ข. (1) มีสิทธิสมัครสอบได้แต่จะมีสิทธิได้รับ
การบรรจุต่อเมื่อพ้นจากการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองแล้ว
สำหรับพระภิกษุหรือสามเณร ทางราชการไม่รับสมัครสอบและไม่อาจให้เข้า
สอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือกรมสารบรรณคณะรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร ที่ นว
89/2501 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2501 และตามความในขอ้ 5 ของคำสั่งมหาเถรสมาคม ลงวันที่ 17 มีนาคม 2538
4.2 ผู้สมัครสอบต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง คือ ได้รับปริญญาตรีหรือ
คุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ทางวิศวกรรมการเกษตร หรือ
ทางวิศวกรรมเครื่องกล และเป็นผู้สอบผ่านภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ระดับปริญญาตรี
ของสำนักงาน ก.พ.
5. การรับสมัคร
5.1 วัน เวลา และสถานที่รับสมัครสอบ
ให้ผู้ประสงค์จะสมัคร ขอและยื่นใบสมัครได้ที่ฝ่ายสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง กองการ-เจ้าหน้าที่ กรมวิชาการเกษตร ตึกกสิกรรม ชั้น 4 ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ถึงวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ในวันและเวลาราชการ
ผู้สมัครสอบจะต้องกรอกใบสมัครสอบและเอกสารการรับสมัครสอบด้วยลายมือตนเองให้ถูกต้องและครบถ้วน
5.2 ผู้สมัครสอบต้องเสียค่าธรรมเนียมในการสมัครสอบ จำนวน 200 บาท ค่าธรรมเนียมสอบจะไม่จ่ายคืนให้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น
5.3 เอกสารและหลักฐานที่ต้องยื่นในวันสมัคร
ผู้สมัครสอบจะต้องยื่นหลักฐานต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
(1) รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวกและไม่ใส่แว่นตาสีดำ ขนาด 1.5x2 นิ้ว
ถ่ายครั้งเดียวไม่เกิน 1 ปี (นับถึงวันปิดรับสมัคร) จำนวน 3 รูป
(2) สำเนาปริญญาบัตรและสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript of Records)
ที่แสดงว่าเป็นผู้มีวุฒิการศึกษาตรงตามประกาศรับสมัคร โดยจะต้องสำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจาก
ผู้มีอำนาจภายในวันปิดรับสมัครสอบ สำหรับปริญญาบัตรหรือระเบียนแสดงผลการเรียนที่ไม่ได้ระบุสาขาวิชา
หรือวิชาเอกให้แนบหนังสือรับรองที่แสดงสาขาวิชาหรือวิชาเอกที่สำเร็จการศึกษาด้วย จำนวนอย่างละ 2 ฉบับ
ทั้งนี้ ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรขั้นปริญญาของสถานศึกษา
ใดนั้นจะถือตามกฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรของสถานศึกษานั้น ๆ
เป็นเกณฑ์โดยจะต้องสำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร คือวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553
ในกรณีที่ไม่สามารถนำหลักฐานการศึกษาดังกล่าวมายื่นพร้อมใบสมัครได้ ให้นำ
หนังสือรับรองคุณวุฒิที่สถานศึกษาออกให้ โดยระบุสาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาและวันที่ที่ได้รับอนุมัติ
ปริญญาบัตร ซึ่งจะต้องอยู่ภายในกำหนดวันปิดรับสมัครมายื่นแทน
(3) สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวนอย่างละ 1 ฉบับ
(4) สำเนาหนังสือรับรองผลการสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.)
ของสำนักงาน ก.พ. ระดับปริญญาตรี จำนวน 1 ฉบับ
(5) สำเนาหลักฐานอื่น ๆ เช่น ใบสำคัญการสมรส (เฉพาะผู้สมัครสอบเพศหญิง)
ใบเปลี่ยนชื่อนามสกุล (ในกรณีที่ชื่อ – นามสกุลในหลักฐานการสมัครสอบไม่ตรงกัน) เป็นต้น จำนวน 1 ฉบับ
สำเนาเอกสารทุกฉบับให้ผู้สมัครเขียนคำรับรองว่า “สำเนาถูกต้อง” ลงชื่อ วันที่
และระบุเลขประจำตัวสอบ กำกับไว้มุมบนด้านขวาทุกหน้าของสำเนาเอกสาร
5.4 หลักฐานที่ต้องยื่นในวันสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง ใบรับรองแพทย์
ซึ่งออกให้ไม่เกิน 1 เดือน และแสดงว่าไม่เป็นโรคต้องห้ามตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2535 ซึ่งได้แก่
- โรคเรื้อนในระยะติดต่อ หรือในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
- วัณโรคในระยะอันตราย
- โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม
- โรคติดยาเสพติดให้โทษ
- โรคพิษสุราเรื้อรัง
มายื่นให้กรมวิชาการเกษตรด้วย
6. เงื่อนไขในการสมัครสอบ
6.1 ผู้สมัครสอบจะต้องเป็นผู้มีวุฒิการศึกษาตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง
ของ ผู้มีสิทธิสมัครสอบในข้อ 4.2 โดยต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติ
ภายใน วันปิดรับสมัครสอบ คือวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรขั้น
ปริญญาของสถานศึกษาใด จะถือตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรขั้น
ปริญญาของสถานศึกษานั้นเป็นเกณฑ 
6.2 ผู้สมัครสอบต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบและรับรองตนเองว่า เป็นผู้มีคุณสมบัติ
ตรงตามประกาศรับสมัคร และต้องกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ถูกต้องครบถ้วนตรงตามความเป็นจริง ในกรณี
ที่มีความผิดพลาดอันเกิดจากผู้สมัคร หรือตรวจพบว่าเอกสารหลักฐานคุณวุฒิ ซึ่งผู้สมัครสอบนำมายื่นไม่ตรง
หรือไม่เป็นไปตามประกาศรับสมัครสอบ กรมวิชาการเกษตรจะถือว่าผู้สมัครสอบเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการ
สมัครสอบครั้งนี้มาตั้งแต่ต้น และจะไม่คืนค่าธรรมเนียมในการสมัครสอบ
7. การประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบ วัน เวลา สถานที่สอบและระเบียบเกี่ยวกับการสอบ
กรมวิชาการเกษตรจะประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบ วัน เวลา สถานที่สอบ และ
ระเบียบเกี่ยวกับการสอบ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ณ กองการเจ้าหน้าที่ กรมวิชาการเกษตร
ตึกกสิกรรม ชั้น 4 กรุงเทพฯ และที่ www.doa.go.th หัวข้อ ข่าวการเจ้าหน้าที่
8. หลักสูตรและวิธีการสอบแข่งขัน
หลักสูตรและวิธีการสอบแข่งขันมี 2 ภาค ดังนี้
8.1 ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข.) (คะแนนเต็ม 200 คะแนน)
ทดสอบความรู้ความสามารถดังต่อไปนี้ โดยวิธีสอบข้อเขียน
8.1.1 ความรู้ทางด้านการใช้ บำรุงรักษา และซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรต่าง ๆ
8.1.2 ความรู้ทางด้านการออกแบบเครื่องจักรกลและชิ้นส่วนต่าง ๆ (Machine
Design)
8.1.3 ความรู้ทางด้านการทดสอบเครื่องจักรกลเกษตรต่าง ๆ (Testing and
Evaluation)
8.1.4 ความรู้ทางด้านการเขียนแบบเครื่องกลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
(AutoCAD) หรือโปรแกรมวิเคราะห์ทางวิศวกรรมอื่น ๆ เป็นต้น
8.2 ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค.) (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)
ประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่จากประวัติส่วนตัว
ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน จากการสังเกตพฤติกรรมที่ปรากฏของผู้เข้าสอบ และจากการสัมภาษณ์
ทั้งนี้ อาจใช้วิธีการอื่นใดเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ที่อาจใช้เป็นประโยชน์
ในการปฏิบัติงานในหน้าที่ ความสามารถ ประสบการณ์ ท่วงทีวาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ จรรยาบรรณ
ของข้าราชการพลเรือน จริยธรรม คุณธรรม การปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงานรวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปฏิภาณ ไหวพริบ และบุคลิกภาพอย่างอื่น เป็นต้น และรวมถึงสมรรถนะหลัก
สมรรถนะที่จำเป็นของตำแหน่ง
ทั้งนี้ จะทดสอบภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งก่อน และเมื่อสอบผ่าน
ภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งแล้วจึงจะมีสิทธิเข้าสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง
9. เกณฑ์การตัดสิน
ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้สอบแข่งขันได้ต้องเป็นผู้สอบได้คะแนนในแต่ละภาคตามหลักสูตร
ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60
10. การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้
การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้จะเรียงลำดับที่จากผู้ได้คะแนนรวมสูงสุดลงมาตามลำดับ
ในกรณีที่มีผู้สอบได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้สอบได้คะแนนภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งมากกว่าเป็นผู้อยู่ใน
ลำดับที่สูงกว่า ถ้าได้คะแนนภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งเท่ากัน ให้ผู้ที่ได้รับเลขประจำตัวสอบก่อนเป็น
ผู้อยู่ในลำดับที่สูงกว่า
การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้จะขึ้นบัญชีไว้เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันขึ้นบัญชี
แต่ถ้ามีการสอบแข่งขันอย่างเดียวกันนี้อีก และได้ขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ใหม่แล้ว บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ครั้ง
นี้เป็นอันยกเลิก
|
ลงวันที่
04/01/2010 12:17:36
จำนวนผู้ชม
2507 ครั้ง
|
|
ข้อมูลข่าวสารในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|