เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออกฯ ได้ร่วมกันจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "แนวทางการวางแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย" ขึ้น ณ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการโลจิสติกส์ไทย ในการค้นหาประเด็นสำคัญและวางกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า
การประชุมครั้งนี้ต่อเนื่องมาจากการสัมมนาเมื่อปลายเดือนกันยายน 2552 ที่มีการเชิญตัวแทนจากสหภาพยุโรป (อียู) สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง มาบรรยายถึงการดำเนินนโยบายโลจิสติกส์ของแต่ละประเทศ รวมทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไทย
โดย นายเตชะ บุณยะชัย รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้กล่าวสรุปนโยบายโลจิสติกส์ของสหภาพยุโรป (อียู) จากตัวแทนอียูว่า ในด้านมาตรฐานโลจิสติกส์ อียูได้ให้ความสำคัญต่อระบบรักษาความปลอดภัยด้าน โลจิสติกส์ โดยได้จัดตั้งระบบ authorized economic operator (AEO) ซึ่งหมายถึง สถานภาพที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานของ World Customs Organization (WCO) ดำเนินกิจการด้านศุลกากรและบริหารระบบรักษาความปลอดภัยของโซ่อุปทานภายในอียู ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในกลุ่ม ASEAN ที่มีระบบ AEO
สำหรับข้อสังเกตกลุ่มอาเซียนที่อนาคตจะก้าวขึ้นไปเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ตัวแทนจากอียูให้ความเห็นว่า อาเซียนมีรูปแบบทางการค้าที่แตกต่างจาก อียู กล่าวคือการค้าภายในอียู ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางบก (ถนนและรถไฟ) ในขณะที่การค้าภายในอาเซียนมีการขนส่งสินค้าทั้งทางบกและทางน้ำอาเซียนจึงควรที่จะพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งแบบ multimodal corridor
ความท้าทายของอาเซียน คือทำอย่างไรที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และอาเซียน ให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันได้
ส่วนข้อแนะนำสำหรับประเทศไทย คือ 1.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน 2.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ 3.ต้องมีกลไกในการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนสำหรับความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน

|
สำหรับประเทศจีน รัฐสภาจีนผ่านแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ชื่อ To Strive to Develop China"s Modern Logistics Industry รวมไว้ในแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 11 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษดังกล่าว โดยมีคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปของจีน (National Development and Reform Commission) เป็นหน่วยงานหลัก ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และรับมือกับประเด็นปัญหา ต่าง ๆ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีน
แผนการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีนในปัจจุบันมีชื่อว่า Opinions Concerning Improving the Development of China"s Modern Logistics ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก 9 หน่วยงานรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และ National Development and Reform Committee (NDRC)
โดยจีนมีนโยบายที่เข้าถึงได้คือ นโยบายการออกใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์เพื่อลดความยุ่งยาก ซับซ้อน เช่น นโยบายเกี่ยวกับภาษีอากร ช่วยลดการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนและอำนวยความสะดวกกับบริษัทโลจิสติกส์สำหรับการชำระภาษี ด้านนโยบายเชิงเทคนิค รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดตั้งและพัฒนาระบบเทคโนโลยี โลจิสติกส์ รวมถึงระบบไอที ให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานให้สูงที่สุด ปัจจุบันระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านการค้าเพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออก (National Single Window : NSW) ของจีนเสร็จแล้ว
ส่วนนโยบายเกี่ยวกับบุคลากร มีนโยบายที่จะพัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์ในระดับต่าง ๆ โดยมีการเพิ่มหลักสูตร โลจิสติกส์ในสถาบันการศึกษา มีการฝึกอบรมผู้ประกอบการ ผู้บริหารและพนักงานของสถานประกอบการและธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และมีการนำ introduce the advanced foreign logistics qualification system
นโยบายเกี่ยวกับเงินทุนต่างประเทศ จีนมีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมให้บริษัทและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต่างชาติเข้ามาลงทุนในจีน ตามขอบเขตกฎหมายที่กำหนดไว้ และมีการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์ และเงินทุนจากต่างชาติ ร่วมในการก่อสร้างและดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศ

|
นโยบายด้านพิธีการศุลกากร มีการจัดตั้งเขตพิธีการศุลกากรพิเศษ (Customs Special Zones) เพื่อช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และสนับสนุนให้มีการ carry out the mode of locally ally, locally port checking and approving
นอกจากนี้ NDRC ยังร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจัดตั้งระบบประสานงานกลางระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ ขึ้นเพื่อดูแล ประสานงาน และประชุมหารือเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์เพื่อช่วยให้การขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับข้อแนะนำของจีนต่อประเทศไทยคือ 1.ควรจัดการหารือทุกฝ่ายเป็นระยะ ๆ เพราะจะช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมีความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องโลจิสติกส์ 2.จัดให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันไปศึกษาดูงานเรื่อง โลจิสติกส์ในประเทศอื่น ๆ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความเข้าใจร่วมกันในเรื่องนั้น 3.ใช้ประสบการณ์ของผู้อื่นเป็นแบบอย่างในการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องโลจิสติกส์ที่ถูกต้อง 4.หน่วยงานที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ควรเป็นหน่วยงานที่เป็นกลาง สามารถให้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นกลาง
ส่วนญี่ปุ่น มีนโยบายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ปี 2552-2556 ดังนี้ คือ 1.การพัฒนาระบบสารสนเทศและเชื่อมต่อระบบ EDI ให้เป็นมาตรฐานสากล 2.พัฒนาการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางรถไฟ ถนน สนามบินและท่าเรือ โดยใช้แนวคิด Interregional Logistics 3.Total Plan for Urban Area Logistics 4.พัฒนาและสร้างบุคลากรโลจิสติกส์
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น มีนโยบายเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่น โดยเน้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน มีเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการดำเนินการ (lead time) 50% ในภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2015
ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาระบบ โลจิสติกส์ของไทยจากมุมมองประเทศญี่ปุ่นนั้น ตัวแทนจากญี่ปุ่นเสนอว่า ไทยควรดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1.จำเป็นต้องมีกลไกการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และควรมีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษในระดับรัฐมนตรีขึ้นมา ทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ 2.อยากทราบบทบาทของสหภาพแรงงานรถไฟไทย 3.ผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของภาคเอกชนไทยต่อยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ประเทศไทย นายเตชะกล่าวว่า มีทั้งหมด 8 ประเด็น คือ 1.แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทยตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ปี 2550- 2554 ควรมียุทธศาสตร์หรือแผนการดำเนินการที่เชื่อมโยงและบูรณาการยุทธศาสตร์และ เจ้าภาพของแต่ละยุทธศาสตร์ด้วยกัน 2.ควรมีการพัฒนาการกำหนดและดำเนินการตามนโยบายด้วยหลักของการเคลื่อนย้ายสินค้า (commodity based) 3.มีการเชื่อมโยงระบบการขนส่งโดยพิจารณาและ วิเคราะห์จากความต้องการเคลื่อนย้ายสินค้า (mode/nodes link) 4.ผลักดันกลไกการขับเคลื่อนนโยบาย โดยการตั้งหน่วยงานกลางที่มีผู้รับผิดชอบในการดำเนินการตามแผนอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมในระดับปฏิบัติการต่อเนื่องจากกลไกระดับนโยบายคือ คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.)
5.เพิ่มมิติด้านเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาค 6.เพิ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แม้จะดีอยู่แล้ว 7.การพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโลจิสติกส์วิศวกรรม และ 8.การบริหารจัดการ โลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
หน้า 8
ที่มา :วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4172 ประชาชาติธุรกิจ