ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง กับ "เดฟ อูลริช" HR พันธุ์ใหม่ต้องเก่งคน-เก่งธุรกิจ

ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง กับ "เดฟ อูลริช" HR พันธุ์ใหม่ต้องเก่งคน-เก่งธุรกิจ | บริหารทรัพยากรมนุษย์ โดย SIAMHRM.COM




อะไรคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคุณ ? คำถามที่ "เดฟ อูลริช" นักคิดระดับโลกและผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดทางด้าน HR ย้ำกับผู้เข้าร่วมสัมมนา Asia Pacific HR Congress 2010 ซึ่งจัดโดยนักทรัพยากรมนุษย์ในระดับเอเชีย-แปซิฟิกที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการโดย Asia Pacific Federation of Human Resource Management (APFHRM) ซึ่งเป็นสมาชิกของ World Federation of People Management Associations เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ได้กระตุกให้บรรดาซีอีโอและนักทรัพยากรมนุษย์ทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ สังคม แต่หมายรวมถึงพฤติกรรมของผู้คนที่วิวัฒนาการไปจากในอดีตอย่างมาก

ในการปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ "People Transformation : The Path to Turn Down the Downturn" ครั้งนี้ "เดฟ" ได้ชี้ให้เห็นบริบทของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นวิธีการบริหารสมรรถนะ ความสามารถของบุคคล รวมถึงความสามารถขององค์กรท่ามกลางความท้าทายมากมายจึงต้องเปลี่ยนรูปแปลงโฉมไปจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อองค์กรต้องเผชิญหน้ากับวิกฤต ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างความผูกพันของพนักงาน โดยการสร้างให้พนักงานมีความรู้ ความสามารถ และให้การสนับสนุนทำให้ พนักงานเต็มใจทุ่มเททำงานให้แก่องค์กร

HR Transformation จึงเป็นการ เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ของงาน HR

"ในยุคแรก ๆ HR จะทำหน้าที่เหมือนแม่บ้าน ดูแลพนักงาน ดูแลการจ่ายเงินเดือน การขาดลามาสายของพนักงาน ต่อมาก็เริ่มนำแนวทางการปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จมาให้พนักงานในองค์กรได้ เรียนรู้ผ่านการเทรนนิ่ง เลิร์นนิ่ง จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่ยุค HR startegy มีการนำกลยุทธ์ เครื่องมือใหม่ ๆ มาใช้ในการบริหารงานด้านทรัพยากรมนุษย์ มีศัพท์ใหม่ ๆ เข้ามา เช่น competency developmentำ

และวันนี้งาน HR ได้พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งเป็น "HR customer"

"เดฟ" บอกว่า การทำงานของ HR ในยุคปัจจุบันจะต้องเน้นไปที่ความต้องการของลูกค้า HR จะต้องทำทุกอย่างเพื่อพัฒนาองค์กรให้ลูกค้าพอใจแล้วเดินเข้ามาซื้อสินค้าให้ได้มากที่สุด และนี่คือความท้าทายที่สุดของการทำงานในปัจจุบัน

"HR พันธุ์ใหม่จะไม่ได้เก่งแค่เรื่องคนอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องเข้าใจธุรกิจ พูดภาษาธุรกิจได้ เป็นคนที่มีบทบาทสูงในการบริหารจัดการองค์กร เมื่อเข้าไปนั่งในห้องประชุมจะต้องสามารถพูดเรื่องยุทธศาสตร์ขององค์กรให้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น ๆ ในองค์กรให้ได้ นั่นหมายความว่า HR จะต้องนำความรู้ที่มีอยู่ทั้งหมดมาช่วยองค์กรทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

ทั้งหมดเหล่านี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลก และคาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้"

"หากบริษัทต้องการนักทรัพยากรมนุษย์สักคน แล้วมีผู้มาสมัครงานนี้ 2 คน คนหนึ่งบอกว่า บริษัทต้องจ้างเขาเพราะว่าเขามีความรู้ด้าน HR ที่เยี่ยมยอด รู้จัก competency ทุกตัว รู้จักระบบประเมินผล รู้จักการทำโครงสร้างเงินเดือน การจ่ายผลตอบแทนต่าง ๆ แต่อีกคนหนึ่งบอกว่า ตัวเองมีความโดดเด่นทางด้านธุรกิจ เข้าใจธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างดี เมื่อก้าวเข้ามาทำหน้าที่ HR แล้วจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทอย่างไร ทำให้เกิดโปรดักต์ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจได้อย่างไร ถ้าเราเป็นนายจ้างจะตัดสินใจจ้างใคร"

ในเรื่องนี้ "เดฟ" บอกว่า ต้องจ้างทั้งสองคนนั่นแหละ เพราะ HR สายพันธุ์ใหม่ต้องเก่งทั้งเรื่องคนและธุรกิจไปพร้อม ๆ กัน หรือที่เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า HR customer

การจะก้าวขึ้นไปเป็น HR customer ไม่ใช่เรื่องง่าย "เดฟ" บอกว่า จะต้องเริ่มจากตัวเองก่อน

ขั้นแรกจะต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงก่อน ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย จิตใจ สังคม สติปัญญา

เมื่อตัวเองแข็งแกร่งแล้วก็ดูแลทีมงานให้แข็งแรง แล้วดูแลผู้จัดการสายงาน คนที่อยู่ในองค์กร คนอื่น ๆ ในแผนกอื่น ๆ ดูแลระบบการทำงานให้แข็งแรง แล้วองค์กรก็จะแข็งแรง ซึ่งองค์กรจำนวนมากในต่างประเทศจะมีระบบที่ทำให้พนักงานแข็งแรง ส่งเสริมให้เป็นนักกีฬา เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ก็จะสามารถทำอย่างอื่นได้ดีตามไปด้วย

"เดฟ" ย้ำว่า ในเรื่องบริบทของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป คนทำงาน HR จะต้องตามให้ทัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี กฎระเบียบต่าง ๆ สิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบกับธุรกิจ และสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้นั่นคือ วันนี้คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เริ่มจะเกษียณอายุแล้ว ประชากรวัยทำงานจะมีช่องว่างมากขึ้น สังคมของโลกอนาคตจะเป็นสังคมของเทคโนโลยี ทุกคนติดต่อสื่อสารกันผ่านอินเทอร์เน็ต

เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ องค์กรและคนในองค์กรก็ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนเพื่อตอบสนองกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป องค์กรจึงจะเติบโตแล้วอยู่ได้อย่างยั่งยืน

สำคัญที่สุดคือ "ผู้นำ" ในองค์กรต้องเปลี่ยน

ผู้นำในโลกธุรกิจมี 2 แบบ คือผู้นำ ยุคเก่าและผู้นำยุคใหม่

"เดฟ" ขยายความให้ฟังว่า ผู้นำยุคเก่าหัวโบราณเมื่อองค์กรเดินมาถึงจุดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จก็มักจะยึดติดกับความสำเร็จ ความภาคภูมิใจในอดีต หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หยุดที่จะรับรู้ถึงบริบท ใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป จะสนใจแต่ตัวเองไม่สนใจคนอื่น บางครั้งก็หลอกตัวเองไม่สนใจปัญหาที่เกิดขึ้น

ในขณะที่ผู้นำรุ่นใหม่ นอกจากจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลาแล้ว ยังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น คิดตลอดเวลาว่าจะบริหารจัดการความรู้ใหม่ ๆ เพื่อตอบคำถามให้กับลูกค้าได้อย่างไรโดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่อยู่ในอดีต มีความอ่อนน้อมถ่อมตน กระจายความรับผิดชอบในงานให้กับเพื่อนร่วมงานช่วยกันทำ ระบบอะไรที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรก็ยกเลิก มุ่งไปสู่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผู้นำรุ่นใหม่จึงสามารถสร้างความเติบโตให้กับองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะเป็นช่วงขาลงของอุตสาหกรรมก็ตาม ดังนั้นผู้นำยุคใหม่จะรู้ว่า ลูกค้าต้องการอะไร บริษัทต้องการอะไร อะไรที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้ก็จะเดินไปตามนั้น

ผู้นำที่มีความสามารถจะต้องมีกลยุทธที่ชัดเจน แล้วอธิบายกลยุทธ์ให้ทุกคนฟังแล้วเข้าใจตรงกัน มีการเรียงลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง มีการปรับกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ที่สำคัญมากคือจะต้องเห็นลูกค้ามีความสำคัญ เข้าใจลูกค้า และพร้อมที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหากมีความเสี่ยงเกิดขึ้น

ในองค์กรที่ผู้นำยังก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงก็เป็นหน้าที่ของ HR ที่จะเข้าไปสร้างความเข้าใจและนำพาองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

ในช่วงเศรษฐกิจขาลง "เดฟ" บอกว่า สิ่งที่ HR จะต้องทำหลัก ๆ มีอยู่ 4 เรื่องใหญ่

เรื่องแรกคือ คน HR อาจจะใช้จังหวะนี้ตรวจสอบว่า แผนกไหนที่มีคนล้นงานอยู่ก็ใช้โอกาสนี้ตัดออก แต่ก็ต้องมั่นใจว่าสามารถรักษาบุคลากรหลักขององค์กรเอาไว้ได้

เรื่องที่สองคือ สมรรถนะในการทำงาน ต้องมีระบบประเมินผลที่แยกชัดเจนระหว่างที่ทำงานดีกับคนที่ทำงานไม่ดี แล้วมีการจ่ายค่าตอบแทนที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับผลงานของพนักงานและผลประกอบการขององค์กร

เรื่องที่สาม ข้อมูลข่าวสารจะต้องมีการแชร์กันในระดับที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไปเพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว พนักงานต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่มากพอ

เรื่องที่สี่ กระบวนการทำงานต้องปรับให้มีความกระชับ สามารถทำงานได้รวดเร็วขึ้น หน่วยงานไหนที่งานใกล้เคียงกันอาจจะนำมารวมกัน แล้วทำให้การทำงานมีความ ยืดหยุ่นมากขึ้น

มาถึงจุดนี้หลายคนชอบอาจตั้งคำถามว่า แล้วหน้าที่ของ HR จริง ๆ คืออะไร

"เดฟ" บอกว่า หน้าที่ของ HR คือการสร้างคุณค่าให้กับองค์กร ซึ่งการสร้างคุณค่าในที่นี้ หมายถึงการสร้างคุณค่าในสายตาของผู้รับ มิใช่ผู้ให้

ยกตัวอย่าง การมอบบริการที่ดีให้กับลูกค้า ก็ไม่ใช่การยิ้มให้ลูกค้า แล้วบอกว่านี่คือบริการที่ดี แต่ความจริงคือลูกค้าจะต้องยิ้มให้พนักงานด้วยความชื่นชม และขอบคุณที่ให้บริการที่ดีเยี่ยมหลังรับบริการเสร็จ นั่นถึงจะเรียกว่าการบริการที่ดี เป็นคุณค่าที่ลูกค้าเห็น เขาจึงยิ้มให้

เพราะฉะนั้นทำอย่างไรให้บริษัทมีคุณค่าในสายตาของลูกค้า เป็นหน้าที่ของ HR ที่จะต้องรู้ว่าอะไรที่มีคุณค่ากับพนักงาน เงิน หรือว่าความท้าทาย หรือผลตอบแทนอื่น ๆ อะไรที่จะตอบโจทย์พนักงานในวันนี้ โดยเฉพาะพนักงานที่เจอลูกค้าแบบตรง ๆ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความประทับใจในการทำงานของเขา

ทำอย่างไรให้พนักงานอยากมาทำงาน ลูกค้าก็อยากจะมาซื้อของ ซื้อบริการที่ดี การสร้างสิ่งแวดล้อมในองค์กรให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข จึงเป็นความท้าทายในการบริหารความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

วิธีคิดของ HR ในการสร้างคุณค่าให้กับองค์กร จึงต้องไม่ยึดติดกับสิ่งที่เป็นปัจจุบัน แต่ต้องโฟกัสไปในอนาคต ทิศทางของธุรกิจจะไปทางไหน ทักษะการทำงานของพนักงานที่จะทำให้องค์กรเดินไปข้างหน้าได้มีอะไร นอกจากพนักงานจะเก่งแล้วจะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อองค์กร แล้วทุกคนทำงานอย่างมีความสุข องค์กรจึงจะประสบความสำเร็จ

หน้า 29


วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4189  ประชาชาติธุรกิจ




จำนวนผู้ชม 6088 ครั้ง




ข้อมูลในหมวดหมู่เดียวกัน




ปรึกษาปัญหากฎหมาย และรับว่าความทั่วราชอาณาจักร (ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมอยู่เคียงข้างคุณ)
(ธรรมศาสตร์ (น.บ.), รามคำแหง (น.ม), เนติบัณฑิตไทย (นบท.)
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (เกียรตินิยม อันดับ2) B.B.A.(Human Resource Management)
สยามเอชอาร์เอ็มดอทคอม ,จ๊อบสยามดอทคอท, ลอว์สยามดอทคอม

ติดตามความรู้กฎหมายแรงงาน หรือ ติดต่อเรา ที่ ...
เพจ ทนายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์ | กลุ่ม ปรึกษากฎหมายคดีแรงงาน บริหารทรัพยากรมนุษย์